คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘มหาอุทกภัย 2569’ กรุงเทพฯเมืองใต้บาดาล
น้ำท่วมคราวนี้ กทม.หนักหนาสาหัส เพราะเป็นเมืองหลวง มีประชากรหนาแน่น เดือดร้อนกันทั้งพระนคร ทุกถนนทุกตรอกซอกซอย ทุกอาคารบ้านเรือน ไม่มีใครเลี่ยงพ้นได้ โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันออกของ กทม.ที่มีพื้นที่ต่ำ และบางจุดมีระดับต่ำกว่าระดับน้ำปกติถึง 2 เมตร เป็นแอ่งกระทะ ทำให้การระบายออกน้ำได้ช้า จึงท่วมกันไปหมด
คือ พื้นที่ ลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรีคลองสามวา นั้น น้ํา ท่วมหนักเนื่องจากมีปริมาณฝนสะสมจํา นวนมาก ด้วยอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ํา และร่องมรสุมทํา ให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องข้ามคืน ระดับน้ํา ในคลองสายหลักในพื้นที่อยู่ในสภาพวิกฤต เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ และ คลองแสนแสบมีปริมาณน้ํา เต็มคลองและอยู่ในระดับสูง ทํา ให้การดึงน้ําจากพื้นที่ย่อยมาระบายต่อทํา ได้ยาก
และถ้าจะว่าไปแล้วน้ํา ท่วมใหญ่ กทม.แต่ละรอบกี่ปีกี่ชาติก็เดือดร้อนในลักษณะเดียวกันเช่นนี้จากที่เคยเห็นและประสบมาในปี 2526 เมื่อ 43 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีผู้ว่าฯกทม.ชื่อ พล.ร.อ.เทียม มกรานนท์ มาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ต่างจาก “มหาอุกทกภัย กทม. 2569” ในครั้งนี้ มิหนํา ซ้ํายังกระจายมาทางด้านตะวันตกย่านฝั่งธนบุรีด้วย
สาเหตุน้ํา ท่วมใหญ่ กทม.ปี 2526 เกิดจากพายุดีเปรสชัน 2 ลูก คือ“เฮอร์เบิร์ต” และ“คิม”พัดผ่านประเทศไทย ทํา ให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีมวลน้ํา เหนือหลากลงมาสมทบ และน้ํา ทะเลหนุนสูง ทําให้ระดับน้ําในแม่น้ํา เจ้าพระยาสูงกว่าปกติ 2 เมตร ส่งผลให้การระบายน้ํา ออกสู่ทะเลได้ช้าน้ําจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่
เริ่มจากฝั่งตะวันออกของ กทม. ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และถนนรวมทั้งสิ้น30 สาย เกิดน้ํา ท่วมขัง รถยนต์ไม่สามารถสัญจรวิ่งได้ตามปกติ เช่น ถนนรามคําแหง ถนนสุขุมวิท ถนนวิภาวดีรังสิต และถนนเพชรเกษม ซึ่งยังมีภาพให้จดจําว่า คน กทม.ต้องนํา เรือออกมาพายแทน ซึ่งเป็นภาพจําที่ไม่ต่างจาก“มหาอุทกภัย”ในปี 2485 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่“กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร”กลายเป็นทะเลน้ํา จืดขนาดใหญ่ มีคน กทม.นํา เรือออกมาพายแถวหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ตรงลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5
“มหาอุทกภัย กทม.”ปี 2485 เป็นช่วงเดียวกับ“สงครามโลกครั้งที่ 2” ถือว่าเป็น“อภิมหาภัย”ถึงขั้น“ทุพภิกขภัย-ข้าวยากหมากแพง” และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่สาเหตุหลักเกิดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้้ำล้นตลิ่งสร้างความเสียหายไล่ลงมาตามลํำน้ำสายหลัก จากเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ จนมาถึงกรุงเทพฯ และกรุงเทพฯเป็นสถานีสุดท้าย สถานที่สำคัญ เช่น หัวลำโพง เยาวราช อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และพระที่นั่งอนันตสมาคม ต่างจมอยู่ใต้น้ำถึง 3 เดือนเต็มชาวพระนครต้องใช้เรือพายสำหรับสัญจรไป-มา
ส่วนน้ํา ท่วมใหญ่หรือ“มหาอุทกภัย”ในปี 2526 ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน รวมระยะเวลา 4 เดือน มีพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 42 จังหวัดรวมทั้ง กทม. ผู้เสียชีวิต 49 คน และคิด
มูลค่าความเสียหายประมาณ 6 พันล้านบาท
จากปี 2485 ผ่านปี 2526 ก็มาถึงยุค“เอาอยู่”ในปี 2554 สมัยรัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถือว่าเป็น“มหาอุทกภัย”ที่ทํา ให้ประชนคนไทยไม่เพียงแต่ในกทม.เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อันเกิดจากจากความบกพร่องผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารจัดการ เพราะความประมาท สรุปความเสียหายทั้งหมดเกิดขึ้นใน 74 จังหวัด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 16.22 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ 1,026 ศพ และความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมจาการประเมินของธนาคารโลก และสภาพัฒน์ มีมูลค่าสูงถึงกว่า 1.44 ล้านล้านบาท
เฉพาะในพื้นที่ กทม. ซึ่งแม้แต่ที่ทำการชั่วคราวของรัฐบาลที่ท่าอากาศยานดอนเมือง อันถือได้ว่าปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นที่ดอน แต่น้ำยังตามไปท่วมถึง ปรากฏว่ามี 12 เขตที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงแบบยกเขตและจมน้ำป็นเวลานานนับเดือน คือ เขตดอนเมือง, สายไหม,หลักสี่, บางเขน, จตุจักร, คลองสามวา, บางพลัด,ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, บางแค, ภาษีเจริญ และหนองแขมมีผู้ประสบภัยลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 828,915 ครัวเรือนประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยไปยับยังศูนย์พักพิงชั่ว และมีจำนวนไม่น้อยต้องอพยพไปอยู่ต่างจังหวัด
“มหาอุกทกภัย กทม. 2569”ครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ว่าฯ กทม.ชื่อ“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นของคน กทม.เป็นสมัยที่ 2 และทุบสถิติสมัยแรกในปี 2565 ที่ได้ 1.38 ล้านเสียง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 1.53 ล้านเสียงจาการเลือกตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งที่ผลงานมีแต่“ราคาคุย” แต่คนกทม.ส่วนใหญ่ก็ยังเลือก นั้น คํา เดียวที่เป็นคําแก้ตัวของ“ชัชชาติ” ก็คือ “มีสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง” และ “เฉลี่ยแล้วเกิน 300 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก” ทํา ให้ระบายน้ํา ออกไม่ทัน
โชคดีของ“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ที่คน กทม.ส่วนใหญ่ซึ่งมีปากถนัดเรื่อง“ก่นด่า”เป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. จึง “ใบ้รับประทาน”จากปัญหา“มหาอุทกภัย กทม.”คราวนี้ทั้งที่ปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ที่“ชัชชาติ”นั่งเป็นผู้ว่าฯกทม. และในนโยบาย 216 ข้อที่ได้ฆษณาหาเสียงแบบคุยโม้โอ้อวดไว้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ํา�ท่วม กทม. นั้น ได้ดํา�เนินการไปถึงไหนแล้ว
จากที่ประกาศว่าจะ “ซ่อมแซมและรีดประสิทธิภาพ” เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ํา ท่วมกทม. โดยมุ่งเน้นการจัดการระบบระบายน้ํา ทั้งระบบตั้งแต่ระดับ“เส้นเลือดฝอย” คือ ขุดลอกและทํา ความสะอาดท่อระบายน้ําและคลองย่อย เพื่อให้ระบบท่อเดิมสามารถลํา เลียงน้ํา ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไปจนถึงการทบทวนโครงการขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ ถ้าหากทํา ได้อย่างราคาคุย“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็คงไม่โยนให้“ฝนตกหนักเกิด300 มิลลิเมตร”เป็น“แพะรับบาป”
กรรมของคน กทม.ที่ไม่ได้เลือก“ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” ซึ่งเป็น“ซูเปอร์แมน”หรือยอดมนุษย์ของคนกทม.1.53 ล้านเสียงที่เลือก“ชัชชาติ”เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

