คอลัมน์ : มองอย่างไท

วีรสตรีของเมืองภูเก็ต
ประวัติศาสตร์ตอนต้นของอาณาจักรรัตนโกสินทร์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีเมื่อวันที่ ๖ เมษายนพ.ศ.๒๓๒๕ ได้เริ่มมีศึกใหญ่เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจากการที่พระเจ้าปดุงแห่งอาณาจักรหงสาวดีมีความทะเยอทะยานที่จะขยายอำนาจและคิดว่าจะต้องปราบอาณาจักรรัตนโกสินทร์ให้ราบคาบพินาศย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับที่พระเจ้ามังงะ พระราชโอรสของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของอาณาจักรหงสาวดี ได้ยกทัพที่นำโดยเนเมียวสีหบดี มาจากทางทิศเหนือ และมังมหานรธามา จากทางทิศตะวันตก โดยให้มาบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยาและในที่สุดก็สามารถทำลายกรุงศรีอยุธยาจนพินาศ
ย่อยยับเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐
สงครามใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๘ ถูกเรียกว่าเป็นสงคราม ๙ ทัพ โดยมีการระดมพลเป็นจํา นวนถึง ๑๔๔,๐๐๐ นาย แบ่งกํา ลังออกเป็น ๙ ทัพ และเข้าโจมตีสยามโดย ๕ เส้นทางหลักทั้งจากทางเหนือ ตะวันตก โดยเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ราชบุรี หัวเมืองใต้ และเมืองถลาง(ภูเก็ต)โดยหวังที่จะให้ฝ่ายไทย ต้องกระจายกําลังและทํา ให้ทัพสยามตั้งตัวได้ทัน
แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระพุทธยอดฟ้าฯซึ่งพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่กล้าหาญเข้มแข็ง และเชี่ยววชาญในการรบเป็นอย่างยิ่ง จึงสามารถวางแผนการสู้รบกับกองทัพของหงสาวดีเป็นอย่างดี โดยการจัดทัพออกไปตั้งรับในจุดสํา คัญต่างๆและตัดเส้นทางลํา เลียงด้วยการวางแผนอย่างชาญฉลาดจนทํา ให้กองทัพหลักและทัพหน้าของพม่าถูกตีแตกพ่ายอย่างยับเยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกทุ่งลาดหญ้า จนในที่สุดพระเจ้าปดุงต้องสั่งให้ทุกทัพถอยร่นกลับไป นับเป็นชัยชนะของกองทัพสยาม
มีเรื่องที่ต้องกล่าวถึงในการศึกครั้งนี้ที่เกิดขึ้นที่เมืองถลางหรือปัจจุบันคือจังหวัดภูเก็ต ซึ่งพม่าได้ยกทัพมาล้อมเมืองไว้ จนทําให้ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกถึงวีรกรรมของสตรีสองพี่น้องแห่งเมืองถลางที่ได้นํา ชาวบ้านเข้าต่อสู้กับทัพพม่าอย่างกล้าหาญจนสามารถปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการถูกยึดครองได้และพม่าต้องถอยทัพกลับไป
วีรสตรีทั้ง ๒ ท่านนั้นคือท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งมีนามเดิมว่าจัน ผู้เป็นพี่ และท้าวศรีสุนทรซึ่งมีนามเดิมว่ามุก ผู้เป็นน้อง โดยนางจันได้สมรสกับพระพิมลผู้ที่เคยเป็นเจ้าเมืองพัทลุงก่อนที่จะกลับมาเป็นเจ้าเมืองถลาง ต่อจากพระยาถลางซึ่งเป็นน้องชาย ของนางจันนั่นเอง
ในสงคราม ๙ ทัพ ที่ทัพพม่าส่วนหนึ่งได้ยกมาล้อมเมืองถลางนั้น มียี่วุ่นเป็นนายทัพ ถือกําลังพล๓,๐๐๐ นาย ยกมาทางเรือ ลงไปตีเมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งแตก แล้วยกไปถึงเกาะถลาง ให้ทหารขึ้นบกแล้วตั้งค่ายล้อมเมืองไว้หลายค่าย ซึ่งขณะนั้นพระยาถลางเพิ่งถึงแก่กรรม และยังไม่มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่
นางจันและนางมุขจึงคิดอ่านกับกรมการทั้งปวงแล้วเกณฑ์ไพร่พลตั้งค่ายใหญ่ ๒ ค่ายเพื่อใช้ป้องกันรักษาเมือง โดยทั้งนางจันและนางมุกเป็นสตรีที่มีความองอาจกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่อข้าศึก ได้นํา ทหารทั้งชายและหญิงออกระดมยิงปืนใหญ่น้อยนอกค่ายสู้รบกับพม่าทุกวัน ทัพพม่าจะหักเอาเมืองก็ไม่สํา เร็จ สู้รบกันอยู่นานประมาณเดือนเศษ ทัพพม่าเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหาร ในที่สุดจึงเลิกทัพกลับไป
การศึกครั้งนี้แม้ทัพพม่าไม่สามารถจะยึดครองเมืองถลางได้ แต่ตัวเมืองก็มีสภาพบอบช้ํา จํา เป็นต้องได้รับการกอบกู้ในเกือบทุกด้าน ตั้งแต่การจัดหาข้าวลาอาหารสํา หรับพลเมือง ไปจนถึงการฟื้นฟูการ
ประกอบอาชีพทํา มาหากิน ซึ่งส่วนใหญ่คือการทําเหมืองแร่ดีบุก นางจันในฐานะภรรยาเจ้าเมือง ได้ส่งหนังสือไปขอความช่วยเหลือจากพระยาราชากปิตัน เจ้าเมืองปีนัง เพื่อขอความอนุเคราะห์เรื่องเสบียงอาหารตลอดจนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยแลกเปลี่ยนกับ ดีบุก ทํา ให้ได้รับความช่วยเหลือในที่สุด
เหตุการณ์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่านางจัน เป็นสตรีที่มีความชาญฉลาดมีไหวพริบและมีความกล้าหาญเกินกว่าสตรีทั่วไปในยุคนั้น ได้พยายามรักษาสิทธิและเกียรติยศชื่อเสียงในฐานะทายาทของตระกูลเจ้าเมืองถลางไว้อย่างเต็มความสามารถเมื่อทางกรุงเทพฯได้ทราบข่าว จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาสุรินทราชาให้มาเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองถลาง
นางจันได้ขอเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธยอดฟ้าฯเพื่อถวายรายงานเรื่องต่างๆ ซึ่งในที่สุดได้โปรดเกล้าแต่งตั้งนางจันให้เป็นท้าวเทพกระษัตรี รวมทั้งแต่งตั้งนางมุกให้เป็นท้าวศรีสุนทร และบุตรชายยังได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นพระยาเพชรคิรีศรีพิชัยสงครามรามคําแหง ขึ้นเป็นเจ้าเมืองถลางด้วย
เพื่อเป็นการยกย่องวีรกรรมของท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทรให้จารึกอยู่ในจิตใจของชาวเมืองถลางและของชาวไทย ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ของวีรสตรีแห่งเมืองถลางไว้ที่จังหวัดภูเก็ต
เพื่อเป็นเครื่องหมายและอนุสรณ์แห่งความกล้าหาญของสตรีในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้วย
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ได้มีเรื่องราวของเด็กสาวชาวเมืองภูเก็ตผู้หนึ่ง ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ไม่ใช่เฉพาะแก่เมืองภูเก็ตเท่านั้น แต่เป็นชื่อเสียงของประเทศชาติซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสํา คัญและควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง
เหตุที่ทํา ให้เธอควรได้รับการยกย่องนี้มาจากการที่เธอได้เข้าประกวดในรายการประกวดความสามารถที่สํา คัญที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อว่า AGT หรือ America’s Got Talent ปี ๒๐๒๖ ซึ่งเป็นรายการที่ให้ผู้ที่มีความสามารถในการที่จะแสดงออกในระดับที่เรียกว่าพรสวรรค์ในเรื่องใดๆ ก็ได้ ได้มาแข่งขันกันบนเวทีใหญ่ที่เมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนียจนในที่สุดเธอได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะเลิศ โดยการตัดสินนี้ใช้จํา นวนเสียงของการโหวตจากผู้ชมรายการเฉพาะชาวอเมริกันทั่วทั้งประเทศเท่านั้น
ผู้ที่จะเข้ามาแสดงนั้น จะต้องส่งผลงานการแสดงในลักษณะของคลิปวีดีโอไปยังคณะผู้จัดงานเพื่อพิจารณาคัดเลือก ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้สมัครจากทั่วโลกสมัครเข้าแข่งขันเป็นจํา นวนมาก จนในที่สุดจะเหลือผู้ที่เข้ารอบที่จะมีโอกาสขึ้นแสดง ในรูปแบบการแสดงเป็นทีมหรือแสดงเดี่ยวในรอบออดิชั่นประมาณ ๒๐๐ การแสดง และจะมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปสู่รอบไลฟ์โชว์เพียงแค่ ๔๔ การแสดง และจะถูกคัดออกอีกจนเหลือเพียง ๑๐ การแสดงเท่านั้นในวันตัดสินรอบสุดท้าย ที่จะมีผู้ชนะเลิศเพียง ๑ รายหรือ ๑ การแสดง
เด็กสาวผู้นี้คือ เนเน่ รอยัล คือรัตติกานต์ อำลอย เธอเกิดเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ มีชื่อเล่นว่าแพรว เป็นบุตรสาวของนายณรงค์ อำลอยและนางชวนพิศ พูนเกิด ปัจจุบันอายุ ๑๖ ปี และยังเป็นนักเรียนอยู่ในระดับมัธยม
เนเน่ ให้ความสนใจและเริ่มหัดเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุประมาณ ๗ ขวบ ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ป.๑ โดยมีความสนใจตั้งแต่การเข้าร่วมกับชมรมดนตรี หลังจากนั้นจึงศึกษาการเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าโดยมีครูก้องเกียรติโหราพงศ์เป็นครูคนแรก ร่วมกับการเรียนผ่านทางYoutube และแกะเพลงด้วยตัวเอง โดยเธอมีวงAC/DC และ แองกัส ยังเป็นไอดอล
เนเน่ มีความกล้าที่จะเริ่มออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวก โดยบิดาซึ่งเป็นช่างแกะสลักและช่างปูนปั้นให้การสนับสนุน โดยออกไปเล่นตามตลาดนัดในจังหวัดภูเก็ต เช่น ตลาดนาคา ซึ่งนอกจากจะเป็นการหารายได้เสริมเพื่อการเรียนของเธอแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้เธอในการแสดงและพัฒนาฝีมือได้เป็นอย่างดี
บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความสํา เร็จของเธอคนหนึ่งคือ คุณจอน เอลรอน ชาวอเมริกัน ซึ่งได้เห็นเธอเล่นดนตรีเปิดหมวกและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของเธอ จึงได้ติดต่อหาช่องทาง จนสามารถส่งผลงานและชื่อของเธอเข้าสู่เวที AGT ได้
ในรอบออดิชั่น เนเน่ ใช้เพลงประกวดชื่อZommbie ของวง The Cranberries ต่อมาในรอบไลฟ์โชว์ใช้เพลง Black Hole Sun ของวงSound Garden ซึ่งทํำให้เธอได้รับ Golden buzzer ซึ่งผู้เข้าประกวดน้อยคนยากที่จะได้รับการกดปุ่มนี้
ส่วนในรอบสุดท้ายซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศเธอใช้เพลง Seven Nations Army ของวง The White Strips ซึ่งมีการดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับการเล่นกีต้าร์ด้วยเทคนิคที่ล้ําลึกร่วมกับการร้องด้วยเสียงอันทรงพลังของเธอ จนทํา ให้เธอได้รับการโหวตจากผู้ชมชาวอเมริกันทั้งหมดมากกว่า ๗ ล้าน ๗ แสนโหวต ซึ่งนํา ไปสู่ชัยชนะเด็ดขาดของเธอในครั้งนี้
เด็กสาวเนเน่ รอยัลได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเธอเองอย่างมหาศาลรวมทั้งชื่อเสียงของประเทศไทย ด้วยความสามารถที่เรียกได้ว่ายิ่งกว่าพรสวรรค์ โดยการสนับสนุนจากครอบครัวและทุกฝ่ายที่มีโอกาสได้รู้จักและรู้ถึงความสามารถของเธอชีวิตในอนาคตของเธอจะรุ่งโรจน์อีกมากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอได้พกเอาความเป็นไทยขึ้นไปบนเวทีด้วย ทั้งกิริยามารยาทและการแต่งกาย เธอจึงสมควร จะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสมือน “วีรสตรีด้านการร้องและเล่นกีตาร์สไตล์ร็อก” เป็นอย่างที่สุด
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

