รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต ผู้ชายวัย 50+ ควร (ต้อง) รู้
28 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

เมื่อผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หลายคนอาจเริ่มมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะไม่สุด ต้องตื่นมาปัสสาวะกลางดึก หรือเมื่อปวดปัสสาวะแล้วรู้สึกว่าต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที อาการเหล่านี้แม้ส่วนใหญ่อาจไม่รุนแรง แต่มันรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยในผู้ชายวัยนี้คือ ภาวะต่อมลูกหมากโต
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ทำหน้าที่สร้างของเหลวที่เป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิ เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมลูกหมากอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมนตามวัย เมื่อต่อมนี้โตขึ้น จนไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ก็อาจทำให้การไหลของปัสสาวะติดขัด อย่างไรก็ตาม แม้ต่อมลูกหมากจะโตขึ้นตามอายุ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะมีอาการปัสสาวะไม่สะดวก เช่น ปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า สะดุดเป็นช่วง หรือรู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุด ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าปัสสาวะจะออก ปัสสาวะบ่อย ตื่นมาปัสสาวะกลางคืน หรือมีอาการปวดปัสสาวะเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคหรือความผิดปกติอื่นของระบบทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอาการอย่างเหมาะสม
หากมีอาการไม่มากและไม่รบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามอาการเป็นระยะร่วมกับการปรับพฤติกรรม แต่หากอาการมากขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน ก็ต้องรักษาด้วยยา
ยากลุ่มหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ ยาช่วยคลายกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้คล่องขึ้นเช่น แทมสุโลซิน อัลฟูโซซิน และดอกซาโซซิน ผลข้างเคียงที่สำคัญคือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบทเร็ว ๆ ดังนั้น จึงควรลุกจากท่านั่งหรือนอนช้า ๆ ส่วนยาอีกกลุ่มหนึ่งคือ ยาช่วยลดขนาดต่อมลูกหมาก เช่น ฟีนาสเตอไรด์ และดูทาสเตอไรด์ ซึ่งช่วยทำให้ต่อมลูกหมากค่อย ๆ มีขนาดเล็กลง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ช้ากว่ากลุ่มแรก และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเห็นผลชัดเจน นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเม็ดยาที่แตกหักหรือยาที่รั่วออกมา เพราะเป็นอันตรายต่อครรภ์
ส่วนผู้มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจต้องผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดแบบส่องกล้อง การใช้เลเซอร์ และหัตถการ แต่ขอบอกว่าเป็นแผลขนาดเล็กเท่านั้น และจะฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ต้องพักนาน
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดสามารถป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การดูแลสุขภาพโดยรวมจึงจำเป็น เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ดูแลรักษาควบคุมโรคประจำตัวต่าง ๆ ให้ได้ ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคนี้แล้ว ต้องไปพบแพทย์และใช้ยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาเองเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น
ผู้มีปัญหาต่อมลูกหมากโต ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในระหว่างวัน แต่ลดการดื่มน้ำในช่วงก่อนเข้านอน โดยเฉพาะหากมีปัญหาตื่นแล้วปัสสาวะช่วงกลางคืน และลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ย้ำว่าไม่ควรกลั้นปัสสาวะนาน หากรู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุด อาจรอสักครู่แล้วปัสสาวะอีกครั้ง ส่วนผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะและมีปัญหาตื่นปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานยา
สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ที่มีต่อมลูกหมากโตควรรู้ คือ ยาบางชนิดอาจทำให้อาการปัสสาวะลำบากมากขึ้น หรือในบางรายอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะปัสสาวะคั่งได้ เช่น
• ยาลดอาการคัดจมูก เช่น ยาฟีนิลเอฟรีน ซึ่งมักเป็นส่วนประกอบของยาแก้หวัดสูตรผสม ยาเหล่านี้อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะหดตัวและทำให้ปัสสาวะลำบาก
• ยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน รวมถึงยาแก้เมารถบางชนิด เช่น ไดเมนไฮดริเนต ซึ่งอาจทำให้การขับปัสสาวะลำบาก
• ยาแก้ปวดเกร็งท้องบางชนิด เช่น ไฮออสซีน
• ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด เช่น อะมิทริปไทลีน ซึ่งนอกจากใช้รักษาโรคซึมเศร้าแล้ว ยังอาจใช้รักษาอาการปวดจากเส้นประสาทหรือในข้อบ่งใช้อื่น ๆ เพราะยานี้อาจทำให้ปัสสาวะลำบากหรือเกิดปัสสาวะคั่งได้
ดังนั้น ก่อนซื้อยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ ต้องอ่านฉลากและแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ามีภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วเมื่อไปพบแพทย์ด้วยโรคอื่น ๆ ก็ต้องแจ้งประวัติโรคและยาที่ใช้อยู่ก่อนให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่ายาที่กำลังจะใช้ มีผลต่อการปัสสาวะหรือไม่ และเพื่อจะได้รับคำแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมได้
ที่สำคัญ หากมีอาการปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ มีไข้ร่วมกับอาการทางปัสสาวะ หรือปวดท้องน้อยอย่างมาก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
ย้ำว่า ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุมากขึ้น ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายวิธีที่ช่วยควบคุมอาการและลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น จึงต้องสังเกตความผิดปกติของการปัสสาวะ แล้วไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และต้องใช้ยาตามคำแนะนำ รวมถึงต้องระมัดระวังยาบางชนิดที่อาจทำให้อาการแย่ลง
รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

