เรื่องนี้มีประวัติ : พระยาภะรตราชา และเรือนภะรตราชา

หลายคนที่มีโอกาสเข้าไปในบริเวณใกล้กับสำนักงานอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วหากได้เดินสำรวจบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะบริเวณเชื่อมต่อกับหอพักนิสิตจุฬาฯ หรือหอซีมะโด่ง จะต้องสะดุดตากับอาคารหลังเล็กกระทัดรัด แต่งดงามชวนให้เดินเข้าไปดูยิ่งนัก เรือนนี้ชื่อว่าเรือนภะรตราชา (อ่านว่าพะ-รด-ราชา)


เรือนนี้เคยเป็นทั้งที่พักมาแต่เดิม แล้วเป็นอาคารเรียนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรือนตั้งอยู่บนถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ด้วยความงามของเรือนจึงได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี 2540

สถาปัตยกรรมเป็นแบบครึ่งตึกครึ่งไม้สูงสาม สไตล์โคโลเนียล ใต้ถุนสูงโปร่ง เสาชั้นล่างมีขนาดใหญ่ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยามุมชัน ส่วนเชิงชายหน้าจั่วประดับไม้ฉลุ บนเรือนชั้นสองกั้นเป็นห้อง มีหน้าต่างบานกระทุ้งมีเกร็ดไม้ซ้อนในตัวบาน ด้านหน้าเรือนมีระเบียงกว้าง ส่วนตัวเรือนชั้นสามทำเป็นหอสูง มีเพียงห้องเดียว หลังคาปั้นหยามุมชันทรงมะนิลาเปิดหน้าจั่ว เชิงชายประดับด้วยไม้ฉลุเช่นกัน ส่วนราวบันไดและราวระเบียงก็ประดับไม้ฉลุ ซึ่งเป็นลักษณะผสมของบ้านเรือนไทยกับบ้านสไตล์ยุโรป สามารถเปิดตัวบ้านให้โล่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดความร้อนของอากาศเมืองไทยได้อย่างดี แต่เมื่อปิดหน้าต่างแล้ว ก็จะมีสไตล์ผสมแบบยุโรป


เรือนภะรตราชา สร้างเสร็จเมื่อปี 2460 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยใช้เป็นบ้านพักผู้บริหารมหาวิทยาลัย และอาจารย์ชาวต่างประเทศ รวมถึงข้าราชการบางคนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ช่วงระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นที่ทำการหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น อาคารเรียนของนิสิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในปี 2486 เมื่อครั้งยังอยู่ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมา ในช่วงปี 2501–2525 เคยใช้เป็นอาคารโรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วต่อมาช่วงปี 2526–2536 เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันวิจัยสังคม เป็นต้น หลังจากนั้น เรือนถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ระยะหนึ่ง ทำให้อาคารทรุดโทรมเสียหาย เพราะไม่มีผู้ดูแล จนกระทั่งได้รับการบูรณะให้มีสภาพดีและงดงามดังปรากฏในปัจจุบัน

หลังบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 ผู้บริหารจุฬาฯ กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตร ในงานรำลึกถึงพระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) อดีตผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยพำนัก ณ เรือนนี้ ดังนั้น เรือนหลังนี้จึงมีชื่อ เรือนภะรตราชา

ประวัติของมหาอำมาตย์ตรี พระยาภะรตราชา มีนามเดิมหม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา มีอายุอยู่ในช่วง 19 ธันวาคม 2429 ถึง 28 ธันวาคม 2518 เคยดำรงอดีตองคมนตรี ผู้บัญชาการ (อธิการบดี) คนที่ 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ปลัดเทศบาลนครกรุงเทพคนแรก และอดีตสมาชิกวุฒิสภา

หม่อมหลวงทศทิศ เป็นบุตรหลวงราชดรุณรักษ์ (หม่อมราชวงศ์สะอาด อิศรเสนา) กับนางเอี่ยม ราชดรุณรักษ์ (สกุลเดิม ตุลยานนท์) เกิดเมื่อ 19 ธันวาคม 2429 ที่บ้านถนนพระสุเมรุ ตำบลผ่านฟ้าลีลาศ อำเภอชนะสงคราม จังหวัดพระนคร เริ่มเรียนหนังสือที่บ้าน จากนั้นจึงไปศึกษาต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และไปต่อที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร แล้วย้ายไปโรงเรียนราชวิทยาลัย (หรือ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์) จากนั้นในปี 2446 ได้รับทุนกระทรวงธรรมการไปศึกษาวิชาครู ที่ประเทศอังกฤษ โรงเรียนเอาน์เดิล และมหาวิทยาลัยลอนดอน แล้วกลับมารับราชการในกระทรวงธรรมการ โดยเป็นครูโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และโรงเรียนราชวิทยาลัย จากนั้นย้ายไปสอนที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันคือวชิราวุธวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ จนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2454 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอภิบาลบุริมศักดิ์ ถือศักดินา 400 ไร่

ต่อมาในปี 2454 ย้ายกลับไปรับราชการในกระทรวงธรรมการ แล้วได้เปลี่ยนราชทินนามเป็น หลวงประพันธ์เนติประวัติ จนในปี 2458 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองสอบไล่วิชา แล้ววันที่ 31 ธันวาคม 2459 ได้เลื่อนเป็น พระปรีชานุสาสน์ จนกระทั่งวันที่ 2 มกราคม 2463 ได้เลื่อนเป็น พระยาภะรตราชา ถือศักดินา 1,600 ไร่ นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษ ระหว่าง ปี 2464 – 2469 รวมเวลา 6 ปี และนับเป็น 1 ใน 58 ของนักเรียนเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่ร่วมก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังเคยเป็นเลขานุการของเสนาบดีกระทรวงธรรมการ แล้วจึงไปดำรงคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2470 ต่อมาปี 2472 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนที่ 2 ต่อจากพระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) โดยในช่วงเดียวกัน ก็ทำหน้าที่รักษาการคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระยาภะรตราชา ลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2475 ภายหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลนคร กรุงเทพฯ คนแรกในสมัยที่พลเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) เป็นนายกเทศมนตรี ต่อมาได้เป็นเทศมนตรีอีกหลายสมัย และยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกสองสมัย

ต่อมา วันที่ 1 มกราคม 2486 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย เป็นเวลา 39 ปี กระทั่งถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2518 ที่เรือนพักในวชิราวุธวิทยาลัย สิริอายุ 89 ปี 9 วัน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศพิเศษเสมอด้วยองคมนตรี แล้วตั้งศพบำเพ็ยกุศล ที่ศาลาบัณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมหลวง 7 คืน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชทานพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมมีกำหนด 7 คืน และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมอีก 1 คืน แล้วทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 และ 100 วันพระราชทานตามลำดับ ถึงกำหนดพระราชทานเพลิงศพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นกรณีพิเศษ


ชีวิตครอบครัวของพระยาภะรตราชา สมรสกับท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (สกุลเดิม ทับเป็นไทย) คุณข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2455 โดยจอมพล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงพระกรุณาสวมมงคลและพระราชทานน้ำสังข์ จากนั้นคู่สมรสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสนี้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานเงินทุนแก่คู่สมรสจำนวน 100 ชั่ง (8,000 บาท) พระยาภะรตราชาและท่านผู้หญิงขจรมีบุตรธิดารวม 6 คน คือ ศาสตราจารย์ ดร. กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, กุนตี อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรม อายุ 13 ปี), อี๊ อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรม อายุ 9 เดือน), อายุส อิศรเสนา ณ อยุธยา, สุคนธา โบเยอร์ และท่านผู้หญิง ดร. ทัศนีย์ บุณยคุปต์

หมายเหตุ ขอบคุณภาพจากหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเว็บไซต์ รวมถึงเพจต่าง ๆ

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

