ใช้เครื่องลงคะแนน กกต.สบช่อง แทนกาบัตรเลือกตั้ง

ใช้เครื่องลงคะแนน
กกต.สบช่อง
แทนกาบัตรเลือกตั้ง
ชี้รู้ผลเร็ว-ประหยัด
เล็งลอตแรก250จุด
วิจารณ์มติบาร์โค้ด
ควันหลงหลังศาลรธน.วินิจฉัยบาร์โค้ด“กกต.”สบช่องจ่อใช้“เครื่องลงคะแนน” แทน“กาบัตรเลือกตั้ง”กระจายลอตแรก 250 เครื่องลงทุกจังหวัด ชี้ประมวลผลเร็ว-ประหยัดงบประมาณได้มากด้าน ปชน.ดาต่างรุมถล่ม‘เท้ง’ไม่เห็นด้วยศาลรธน.คดีบัตรบาร์โค้ด ชี้ย้อนแย้ง ย้ำต้องตัดปัญหาต้นตอ ลั่นเดินหน้าปฏิรูปองค์กรอิสระ‘ไอติม’ชี้ต้องเลิกบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้กระทบความเชื่อมั่น-ความไว้ใจปชช.‘ปริญญา’แย้งศาลรัฐธรรมนูญ ยันไทยต้องเลือกตั้งแบบ ‘ลับโดยสมบูรณ์’ เหตุไม่ไว้ใจ ‘กกต.’‘สมชัย’สับนิยาม‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ พวกโลกสวย
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)แจ้งว่าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีบัตรบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดโดยการดำเนินการของกกต.ไม่มีความผิดแต่มีแนวทางของคำวินิจฉัยในทิศทางที่ไม่ให้มีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอีกนั้น กรณีนี้ขอให้ฝ่ายต่างๆที่วิจารณ์กกต.ในช่วงที่ผ่านมา ถึงวันนี้ยุติการเคลื่อนไหวการวิจารณ์กกต.ด้วย ไม่เช่นนั้นกกต.อาจจะใช้สิทธิทางกฎหมายต่อไป
กกต.จ่อใช้เครื่องลงคะแนนแทนบัตร
“ส่วนแนวทางที่ศาลมีคำวินิจฉัยล่าสุดนั้น เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีแนวคิดใช้เครื่องลงคะแนนแบบใหม่แทนการกาบัตรเลือกตั้งโดยตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเครื่องลงคะแนนทั้งหมด 250 ชุด จะกระจายไปยัง กกต.จังหวัดทุกจังหวัด จังหวัดละ 2 ชุด โดย 1 ชุด ประกอบด้วย 1.เครื่องรวมคะแนน 1 เครื่อง 2.เครื่องลงคะแนน 4 เครื่อง
สำหรับวิธีการลงคะแนน จะตั้งเครื่องลงคะแนน เรียงกัน 4 เครื่อง โดยแต่ละเครื่อง จะมีแผ่นพลาสติกปิดด้านข้างและด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เพื่อป้องกันผู้อื่นมองเห็นว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร
ชี้ประมวลผลคะแนนเร็ว-สกัดแฮทได้
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกลงคะแนนกับเครื่องลงคะแนนเครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยกดปุ่มหมายเลขผู้สมัคร ที่ปรากฏบนเครื่องลงคะแนนและกดยืนยันการลงคะแนน ผลของการลงคะแนนของเครื่องลงคะแนนทั้ง 4 เครื่อง จะถูกประมวลผลไปยังเครื่องรวมคะแนนซึ่งสามารถประมวลผลคะแนนภายหลังจากเสร็จการลงคะแนนได้ทันที ”
แหล่งข่าวกล่าวว่าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ชุดนี้เป็นเครื่องลงคะแนนที่ตั้งแบบ Stand Alone โดยจะไม่มีการเชื่อมต่อระบบ LAN ระบบอินเตอร์เน็ต หรือระบบบลูทูธจึงไม่สามารถทำการเเฮคหรือเข้าถึงการประมวลผลข้อมูลได้จากภายนอก
ล๊อตแรกมี250เครื่องได้ลองใช้แล้ว
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีเครื่องลงคะแนนเพียง 250 ชุด จึงไม่สามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้งในขนาดที่ใหญ่ อย่างเช่น การเลือกตั้ง ส.ส. หรือการเลือกตั้ง อบจ.ได้ เพราะต้องใช้เครื่องลงคะแนน 99,487ชุด สำหรับการเลือกตั้งสส.หรือประมาณ 1,000 ชุด สำหรับการเลือกตั้ง อบจ.แต่ละแห่ง” แหล่งข่าวกล่าวว่าปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ใช้เครื่องลงคะแนนสำหรับโรงเรียนมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน รวมไปถึงรัฐสภา ที่เคยขอใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้งในหน่วยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประธานนักเรียน กรรมการสหกรณ์ หรือครั้งล่าสุดที่สภาผู้แทนราษฎรนำไปใช้คือการเลือกตั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
“อย่างไรก็ดีขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีการยกร่างระเบียบการการใช้เครื่องลงคะแนนเพื่อจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีสเกลไม่ใหญ่มากเช่นการเลือกตั้ง อบต.กรณีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างบางแห่ง เพื่อเป็นการนำร่องการใช้ครึ่งลงคะแนน ก่อนที่จะมีการใช้ในการเลือกตั้งอื่นๆ ต่อไปในอนาคตและเครื่องลงคะแนนนั้นหลายประเทศก็นำมาใช้ในการเลือกตั้ง เช่นอินเดีย ญี่ปุ่น
เร่งพัฒนาให้ปลอดภัยราคาถูก
นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีโครงการในการที่จะพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้นมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นและราคาถูกเพื่อจะได้ผลิตได้จำนวนมากขึ้นและนำไปใช้ในการเลือกตั้งในระดับที่มีความใหญ่มากขึ้นต่อไป”แหล่งข่าวกล่าวและว่าเครื่องลงคะเเนนนั้นคาดว่าจะใช้ได้ในการเลือกตั้งล่วงหน้า/เลือกตั้งนอกเขต(เฉพาะในประเทศ)และเลือกตั้งทั่วไป ส่วนการเลือกตั้งในต่างประเทศนั้นกำลังพิจารณาว่าจะใช้รูปแบบใดเพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย
ชี้ใช้เครื่องลงคะแนนประหยัดงบฯ
เเหล่งข่าวกล่าวว่า“การใช้เครื่องลงคะแนนจะสามารถประหยัดงบประมาณได้มาก ยกตัวอย่างการเลือกตั้ง สส.วันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการจัดสรรงบกลางปี 2569 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 8,978,267,690 บาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ
โดยได้จัดตั้งหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศทั้งหมด 99,487 หน่วย โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำหน่วยเลือกตั้งมาตรฐาน หน่วยละ 11 คน (ประกอบด้วย คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. จำนวน 9 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. จำนวน 2 คน) คิดเป็นจำนวนบุคลากรประจำหน่วยเลือกตั้งรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,094,357คน ซึ่งทั้งหมดต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการทั้งสิ้น
”หากใช้เครื่องลงคะเเนนอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตจะประหยัดงบจำนวนมาก เช่น ลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายให้ กปน.หนึ่งหน่วยเลือกตั้งได้หลายคน เเละป้องกันกปน.บางคนทุจริตในหน่วยนั้นๆ รวมทั้งจัดการเลือกตั้งโปร่งใส รายงานผลได้รวดเร็วอีกด้วย”
‘เท้ง’ไม่เห็นด้วยศาลรธน.คดีบาร์โค้ด
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญโดยชี้ว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าขอแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล มองว่าการพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดที่สามารถโยงไปยังข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแนวปฏิบัติที่มีการเก็บบัตรไว้แยกส่วนกันทำให้การเลือกตั้งเป็นโดยลับในทางปฏิบัติแต่คำถามสำคัญ หากมีเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้ปรากฎอยู่หน้าข่าว แต่ทำงานเป็นเบื้องหลังและนำไปประกอบข้อมูลกัน มีความเป็นไปได้ว่าสุดท้ายอาจจะมีผู้ที่ไม่หวังดีรู้ล่วงหน้าหรือรับรู้ได้ว่าใครโหวตอะไรหรือลงคะแนนอย่างไร
“แต่อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ที่ออกมา อาจจะดูย้อนแย้ง ด้วยส่วนหนึ่งบอกว่าลับในทางปฏิบัติแต่ก็ไม่อยากให้มีอีกในอนาคตลักษณะนี้เพราะฉะนั้น มองว่าเป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องปรับปรุงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”นายณัฐพงษ์ กล่าว
ย้ำตัดปัญหาต้นตอ-ลุยปฏิรูปองค์กรอิสระ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่าในส่วนของพรรคประชาชนมองว่าการตัดปัญหาที่ต้นตอ คือการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเช่นกกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญที่ออกคำวินิจฉัยเช่นนี้ สุดท้ายเตรียมที่จะผลักดันให้องค์กรอิสระต่างๆ ทั้งที่มาและที่ไปมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคำถามว่าด้วยคำวินิจฉัยบอกว่าลับแบบมีเงื่อนไข นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าคำว่าลับ-ไม่ลับ สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงการให้เหตุและผล ซึ่งเทคนิคและวิธีที่จะทำให้บัตรเลือกตั้งมีความปลอดภัยส่งถึงหน่วยเลือกตั้งได้ไม่มีการทุจริต ไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์รูปแบบลายน้ำที่มองไม่เห็น หรือการใช้ คิวอาร์โค้ด -บาร์โค้ด ย่อมสามารถทำได้
“แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมา บาร์โค้ดเป็นโค้ดที่สามารถระบุได้ ถึงรายบัตรหรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหาและเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนยืนในหลักการเดิมและไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”นายณัฐพงษ์ กล่าว
ไอติมชี้กระทบความไว้ใจปชช.
นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส.บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ว่าจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ ตนเห็นว่าสิ่งที่แทบจะเป็นฉันทามติของสังคม รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญเองคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส.บัญชีรายชื่อเป็นปัญหาจริงและไม่ควรมีอยู่อีกในบัตรเลือกตั้งในอนาคต โดยบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ มีลักษณะระบุรหัสบัตรที่เป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต ที่ระบุเพียงรหัสเล่ม ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดมุมมองที่ต่างกันในเรื่องความลับของการออกเสียง
สำหรับประเด็นว่าบาร์โค้ดทำให้การออกเสียงไม่เป็นความลับหรือไม่นั้นนายพริษฐ์ระบุว่าการมองในมิติของความลับแบบบริบูรณ์ หากในทางเทคนิคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ผ่านการเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีผู้ใช้สิทธิ ก็ถือว่าการออกเสียงไม่ลับอีกต่อไปโดยอัตโนมัติ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมองในมิติความลับแบบมีเงื่อนไขว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับได้ในทางเทคนิค แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากและต้องฝ่าฝืนกฎหมาย จึงถือว่ายังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันในข้อกฎหมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่าบาร์โค้ดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน และยังแนะนำคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ให้ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอีก
จี้กกต.เลิกทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
“ดังนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แต่คำถามที่ตามมาคือ กกต.จะรับผิดชอบหรือตอบคำถามสังคมอย่างไรต่อปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นไปแล้ว ที่ผ่านมา กกต.พยายามเลี่ยงไม่ตอบหลายประเด็นที่ตนได้ถาม กกต.ผ่านกลไกกรรมาธิการในสภา โดย กกต.มักอ้างว่าเป็นเพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ”นายพริษฐ์ระบุ
นายพริษฐ์ระบุอีกว่าในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว ตนหวังว่า กกต.จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด คือ 1.ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดว่าบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อควรจะต้องมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร 2.หากจะให้เหตุผลว่าบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร มีความจำเป็นต่อการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต.จึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้ หรือ กกต.กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ 3.ใครบ้างที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง เพราะหากข้อมูลนี้เป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มนั้นสามารถใช้ในการพยายามตรวจสอบหรือข่มขู่ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
“กกต.ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน”นายพริษฐ์ ระบุ
‘อ.ปริญญา’แย้งศาลรัฐธรรมนูญ
ด้าน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยนายปริญญา ระบุว่าสรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2569คือบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ แต่มีคำแนะนำตอนท้ายว่า กกต.ควรทำบัตรเลือกตั้งให้เหมาะสมยิ่งขึ้นไม่ให้มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนว่าง่ายๆคือครั้งนี้ไม่เป็นไร แต่ครั้งต่อไปไม่ควรอีก ทำให้ถูกวิจารณ์อยู่พอสมควร ทั้งนี้ตนเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้เลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัตรแบบแบ่งเขตที่มีคิวอาร์โค้ดนั้น เป็นคิวอาร์โค้ดเหมือนกันทั้งเล่ม ทำให้ย้อนกลับไปหาผู้เลือกไม่ได้ คนจึงไม่ติดใจ แต่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นแบบรันตัวเลข แต่ละใบไม่เหมือนกันเลยจึงสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ว่าใครเลือกใครจึงขัดกับหลักเลือกตั้งโดยลับแล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สั่งให้เป็นโมฆะ เหตุผลก็ควรต้องมีน้ำหนักรับฟังได้
ชี้ปม2ปัญหาสำคัญไม่ไว้ใจกกต.
นายปริญญาระบุว่าแต่เหตุผลที่ออกมาตนคิดว่ามีปัญหาใน2ประเด็นที่สำคัญคือ 1.แม้จะย้อนไปหาต้นขั้วและผู้เลือกได้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดเก็บบัตรและต้นขั้วแยกกันเป็นอย่างดี มีปิดผนึก มีเคเบิลไทร์มัดกล่องไว้ จึงถือว่ายังลับอยู่ซึ่งตนขอแย้งว่าแม้กกต.เขตทั้ง400เขตจะเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วแยกกล่องกัน แต่กล่องเก็บบัตรและกล่องต้นขั้วเก็บไว้ที่เดียวกัน ที่สำคัญคือเคเบิลไทของกกต.สามารถใช้ไขควงเล็กๆหรือเหล็กแหลมดันเปิดได้ ที่สำคัญคือ ศาลรัฐธรรมนูญมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้ง 400 เขตไม่มีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดไปเปิดสแกนดู ขณะที่ประชาชนทั่วไปมีความกังขาเรื่องความสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง แต่ทำไมท่านจึงมั่นใจใน กกต. ชนิดตรงข้ามกับประชาชนได้ถึงขนาดนี้ กกต. เป็นผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ไม่ใช่ไปมอบความเชื่อมั่นให้ กกต. เช่นนี้
นายปริญญาระบุว่า 2.การเลือกตั้งโดยลับนั้นไม่จำเป็นต้องลับโดยสมบูรณ์ แต่ลับแบบมีเงื่อนไขก็ได้ ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นหลักวิชาการกว่า แต่ก็อาจจะสร้างความเสียหายได้มาก หาก กกต. ยึดถือจริงจังว่าการเลือกตั้งโดย “ลับแบบมีเงื่อนไข”เป็นสิ่งที่ทำได้ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแม้จะมีต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ก็อาจจะมี “ลับแบบมีเงื่อนไข” ในจุดอื่นๆ ได้ซึ่งเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไขนั้น มีใช้แค่ไม่กี่ประเทศเช่นสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และที่สำคัญคือเขาแยกเก็บบัตรและต้นขั้วอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปิดผนึกหีบต่อหน้าผู้สังเกตการณ์ไปแล้ว พอขนไปที่เก็บ ก็เปิดหีบเพื่อยุบรวมหีบกันเองลับหลังประชาชนเหมือนที่กกต.ทำที่สิงคโปร์เมื่อเลือกตั้งเสร็จจะเอาบัตรและต้นขั้วไปเก็บไว้ที่ศาลสูง แล้วก็มีหลักเหมือนกันกับอังกฤษคือ เปิดดูได้เมื่อมีคำสั่งศาลโดยมีเหตุหรือเงื่อนไขตามกฎหมายเท่านั้น
ยันไทยเลือกตั้ง‘ลับโดยสมบูรณ์’
“สรุปคือ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’คือการจะย้อนกลับไปที่ผู้เลือกจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยมีศาลควบคุม แต่ของไทย กกต.จัดเก็บเอง กกต.ออกระเบียบ เงื่อนไขจัดเก็บเอง โดยไม่มีศาลมาควบคุม เมื่อไปร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะควบคุม ก็ยกคำร้องเสียอีก ผมจึงขอแย้งศาลรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นว่าประเทศไทยควรต้องกลับไปใช้หลักการเลือกตั้งโดยลับโดยสมบูรณ์ ไม่ควรจะเป็นลับแบบมีเงื่อนไขที่แล้วกกต.จะกำหนดอย่างไรเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นว่ากกต.จัดการเลือกตั้งและการเลือกสว.ได้อย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสได้” นายปริญญา กล่าว
‘สมชัย’สับ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่าลับแบบมีเงื่อนไขคือไม่ลับหากมีปัจจัยสนับสนุน ความลับของบัตรเลือกตั้งว่าใครเลือกใครผูกกับเงื่อนไขตามคำชี้แจงซ้ำซากของ กกต.ที่ว่าต้องนำของ 3 อย่างมาประกบกันคือบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตรและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาประกบกันจึงจะรู้ว่าบัตรใบนี้ของใครเลือกใครซึ่งเป็นไปได้ยากมากเพราะแยกเก็บคนละที่ เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และไม่มีใครที่มีอำนาจสามารถทำได้ ยกเว้นคนที่ตั้งใจทุจริตที่ร่วมมือกับคนของกกต.ในระดับพื้นที่
เย้ยแหลก‘ลับแบบโลกสวย’
นายสมชัยระบุว่าขีดเส้นใต้คำว่า ตั้งใจทุจริต ครั้งที่ 1 ต่อกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งหน้าหน่วยตอนนับคะแนนแล้วไปตรวจกับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อทันที ก็บอกว่าทำได้ยากในเวลาจำกัดเช่นนั้น ยกเว้นผู้ทุจริตตั้งใจร่วมมือกับกรรมการประจำหน่วยกระทำการทุจริตขีดเส้นใต้คำว่า ตั้งใจทุจริต ครั้งที่ 2 คนทุจริต มีหรือไม่ตั้งใจทุจริตและในอดีต กรรมการประจำหน่วยที่ถูกซื้อยกหน่วยไม่เคยมีใช่ไหมหรือคนของ กกต.ไม่เคยรับเงินใช่ไหม หรือลืมข่าวเรื่องเจ้าหน้าที่สืบสวนในส่วนกลางรับเงิน 860,000 บาท เมื่อไม่นานมานี้แล้ว คำถาม คือถ้าไม่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดจะมีช่องทางให้คนทุจริตทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือไม่
“ลับแบบมีเงื่อนไข คือ ลับแบบโลกสวยว่าเจ้าหน้าที่ กกต.ทุกคนซื้อไม่ได้ กรรมการประจำหน่วยไม่ได้เป็นคนของเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ระบบการจัดเก็บเอกสารต่างๆ จัดเก็บได้ดี ปลอดภัย ตามที่ไปเดินเผชิญสืบมาแล้ว แต่ภาพข่าวหลังเลือกตั้งกลับฟ้องว่าหีบไม่มีการรัดสาย ยกหล่นทีเอกสารหล่นกระจาย ไม่ลับแบบตั้งใจทุจริต อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นจริงในการเมืองไทยที่ขมขื่นเกินกว่าจะบอกว่ามันเกิดขึ้นได้ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งยังชนะเลือกตั้งหรือไม่”นายสมชัย ระบุ
ศาลพัทยาปล่อยตัว2แกนนำนปช.
วันเดียวกัน ที่ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี ศาลมีคำสั่ง คดีหมายเลขดำที่ อ3537/2552 คดีหมายเลขแดงที่ อ8488/2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์และ บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัดโจทก์ร่วมยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่1แกนนำแนวร่วมนปช.หรือ กลุ่มคนเสื้อแเดงกับพวกรวม 18 คน เป็นจำเลยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก ความผิดต่อพ.ร.บ.จราจรทางบก เรื่องขอให้ปล่อยตัวเพราะเหตุตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯกรณีเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างวันที่ 1ม.ค.2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ขอให้ศาลปล่อยตัวจำเลยที่2,จำเลยที่ 5 และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 เพราะเหตุนิรโทษกรรมตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 75อัยการโจทก์ยื่นคัดค้านว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอาญาทั่วไป มิได้มีเหตุมาจากการชุมชุนทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองขอให้ศาลยกคำร้อง
ศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ศาลมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณา โดยไม่ต้องส่งคณะกรรมการฯวินิจฉัยก่อน และการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 16 มีมูลเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง จึงได้รับการนิรโทษกรรมตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7ให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 5 และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 รวมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลอาชญากรในระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับจำเลยที่ 2ในคดีนี้คือนายนพพร นามเชียงใต้ จำเลยที่ 5 นายนิสิต สินธุไพร และจำเลยที่ 16คือนพ.วัลลภ ยังตรง ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคนละ4ปี กรณีกลุ่มแนวร่วม นปช.บุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียนเมื่อวันที่11เม.ย.2552ที่รร.โรแยลคลีฟบีชโฮเต็ล พัทยา จ.ชลบุรี ขณะที่นายอริสมันต์ จำเลยคนสำคัญและจำเลยบางคนยังหลบหนีความผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งจำคุกคนละ4ปี ไม่รอลงอาญา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

