เที่ยวด้วย ช่วยโลก! กรมการท่องเที่ยวผุด 5 เส้นทาง Low Carbon นำร่อง 10 จังหวัด

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชนของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความรุนแรงขึ้น รูปแบบการเดินทางที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขนักท่องเที่ยวอาจไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนอีกต่อไป กรมการท่องเที่ยวจึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับตัวในฝั่งของผู้ประกอบการ (Supply Side) อย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุดได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “DOT Green Journey เที่ยวด้วย ช่วยโลก ไปกับเส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” พร้อมประกาศความสำเร็จหลังลงพื้นที่ประเมินสถานประกอบการกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสูงถึง 90% สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มตัว

โมเดล 5 เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และกลไกกระจายรายได้สู่ชุมชน
นางสาววรธีรา สุวรรณศร รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่งดงาม แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมความงามเหล่านี้ไปพร้อมกับการดูแลโลกได้ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำจึงถูกนำมาปฏิบัติจริงผ่านการเปิดตัว ต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ 5 เส้นทาง ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ 1. กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ 2. ชลบุรี-ระยอง 3. สระบุรี-นครราชสีมา 4. น่าน-แพร่ และ 5. ตรัง-พัทลุง
กลไกสำคัญในการสร้างเส้นทางเหล่านี้ คือการออกแบบให้ 1 เส้นทาง ประกอบด้วย 5 กิจกรรมย่อย (เดินทาง-กิน-พัก-เที่ยว) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสัมผัสและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ตัวอย่างเช่น เส้นทางกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ นักท่องเที่ยวอาจเริ่มต้นจากการนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนบางกะเจ้า แวะรับประทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบอินทรีย์ในท้องถิ่น และเข้าพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน Green Hotel
ในกระบวนการนี้ กรมการท่องเที่ยวได้นำแอปพลิเคชัน "Zero Carbon" ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มาใช้เป็นเครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละกิจกรรมอย่างละเอียด หากพบว่ากิจกรรมใดมีค่าการปล่อยคาร์บอนสูงเกินเกณฑ์ กรมฯ จะเข้าไปให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กลไกนี้นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) หรือการแอบอ้างว่ารักษ์โลกโดยไม่ได้ลงมือทำจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดยุโรปและอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

ยกระดับ Supply Side สู่เป้าหมาย Thailand Green Travel 2030
การดำเนินงานของกรมการท่องเที่ยวมีความแตกต่างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อย่างชัดเจน โดย ททท. จะมุ่งเน้นด้านการทำตลาดและดึงดูดนักท่องเที่ยว (Demand Side) ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบด้านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Side) ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร ไปจนถึงการออกตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน ปัจจุบันมีมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยครอบคลุมถึง 56 มาตรฐาน
เป้าหมายระยะยาวของกรมฯ คือการขับเคลื่อนแผน Thailand Green Travel Tourism Plan 2030 ซึ่งมุ่งเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล การออกแบบตราสัญลักษณ์ และการขยายผลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ เช่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดต้นทุนในการปรับตัวและยกระดับธุรกิจ

เปิดมุมมองเสวนา “เที่ยวอย่างไรให้ Low Carbon” จากผู้ปฏิบัติจริง
เวทีเสวนาพิเศษ “เที่ยวอย่างไรให้ Low Carbon” ได้รับเกียรติจากตัวแทนสถานประกอบการที่ผ่านการประเมินมาร่วมสะท้อนความสำเร็จ โดยเริ่มต้นจาก คุณนภสร ลำธารทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาดและแบรนด์ บริษัท ไทย สไมล์ บัส จำกัด ที่มาร่วมถ่ายทอดความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมระบบขนส่งสาธารณะของไทย คุณนภสรเล่าถึงจุดเริ่มต้นการใส่ใจสิ่งแวดล้อมจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้เริ่มลดการใช้พลาสติกและคัดแยกขยะในครัวเรือน จนกระทั่งตัดสินใจมาร่วมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหญ่ในการเปลี่ยนรถเมล์ควันดำกว่า 2,350 คัน ให้กลายเป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) 100%

การผลักดันธุรกิจขนส่งสาธารณะสีเขียวต้องใช้เวลาถึง 2 ปีในการเดินหน้าหาพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 100 แบรนด์เพื่อร่วมมือกัน ปัจจุบัน ไทย สมายล์ บัส ได้รับสัมปทานดูแลการเดินทางของประชาชนถึง 124 เส้นทาง ซึ่งจากสถิติพบว่า รถโดยสาร EV 1 คัน วิ่ง 1 ปี สามารถช่วยลดคาร์บอนได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 80 ต้น และหากเป็นเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 1 ลำ วิ่ง 1 ปี จะเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 240 ต้น สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของเมืองได้อย่างมหาศาล
คุณนภสร ได้ฝากแนวคิดที่สะท้อนภาพการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับแคมเปญได้อย่างชัดเจนว่า "คอนเซ็ปต์ง่ายๆ ดีใจมากกับคำว่า 'เที่ยวด้วยช่วยโลก' วันนี้เพียงแค่ท่านแตะเท้าเดินลงเรือ หรือเดินออกไปหน้าปากซอยบ้านแล้วขึ้นรถเมล์สีน้ำเงินที่ขับผ่าน ท่านก็สามารถลดคาร์บอนและช่วยโลกได้แล้ว ทำได้ง่ายๆ เที่ยวด้วยช่วยกัน" ซึ่งถือเป็นการเน้นย้ำว่า ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำได้ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในชีวิตประจำวัน
คุณเพชรดา อ้อชัยภูมิ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงภารกิจหลักของหน่วยงานว่า ภาครัฐมุ่งเน้น 3 เรื่องสำคัญ คือ การผลักดันนโยบายและ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือกับโลกร้อน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านการมอบตราสัญลักษณ์รับรองต่างๆ เช่น Green Hotel และ Green Production เพื่อยกระดับเมืองและชุมชนสู่การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
คุณทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียล มูฟเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด เจ้าของบางกะเจ้าฟาร์ม และประธานวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์ นำเสนอนวัตกรรมเครื่องสลายขยะเศษอาหารภายใต้แบรนด์ "ชูชก" ซึ่งเกิดจากแนวคิด Zero Waste ที่ต้องการเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์หมุนเวียนกลับไปใช้ในชุมชน โดยเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสามารถตอบโจทย์การจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม
คุณเสาวรส อริยรัชโตภาส ผู้จัดการ บริษัท ลอฟท์เทล 22 แบงค็อก จำกัด หรือโรงแรม ตั๊ก หลัก เกี้ย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโรงแรมขนาดเล็กย่านตลาดน้อยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง โดยออกแบบให้ใช้แสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงาน และเลือกสอดแทรกแนวคิดรักษ์โลกให้กับผู้เข้าพักอย่างแนบเนียน เช่น การเชิญชวนให้เดินขึ้นบันไดเพื่อสุขภาพแทนการใช้ลิฟต์ นอกจากนี้ยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยการดึงผู้สูงอายุในย่านตลาดน้อยมาเป็นไกด์นำเที่ยว และเชื่อมต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้ากับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ จนโรงแรมสามารถคว้ารางวัล Green Hotel มาครองได้สำเร็จ

คุณรชาภา อนันตนารากุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โคแวน เคสเซ่ล แบงคอก ทัวร์ จำกัด นำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวด้วยจักรยานลัดเลาะไปตามชุมชนต่างๆ เช่น บางกะเจ้า เยาวราช และปากคลองตลาด ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เรื่องการลดคาร์บอนแล้ว ยังทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้สัมผัสเสน่ห์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด จนโมเดลทัวร์จักรยานนี้ประสบความสำเร็จและถูกนำไปเป็นต้นแบบในต่างประเทศ

คุณบาธ ธัญชนนท์ ชาติเมธากุล ศิลปินผู้แทนกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการลงพื้นที่จริงร่วมกับกรมการท่องเที่ยว เพื่อประเมินสถานประกอบการทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ประกอบการไทยมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนของโลก
การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในโครงการ "DOT Green Journey" ไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ดังที่นางสาววรธีรา สุวรรณศร ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "การช่วยโลกไม่จำเป็นต้องหยุดเที่ยว แต่คือการเปลี่ยนวิธีเที่ยวให้โลกไปต่อได้"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

