บุคคลแนวหน้า : 7 ตุลาคม 2569 (รักษ์ ปฐวี)

nn แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงม
า..nn ถามว่ากรุงเทพฯ พ้นภาวะเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมอีกรอบหรือยัง? คำตอบคือยังไม่พ้นเสียทีเดียว ธรรมชาติของ Delta City เมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ต้องเผชิญกับ 3 น้ำ คือ “น้ำฝน-น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน” เหตุปัจจัย 3 เหตุเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อใด ก็ท่วมเมื่อนั้น
..nn ช่วงนี้เป็นช่วง “ปลายฝน”ขณะที่อัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังสูงกว่าภาวะปกติ ถ้ามีฝนตกลงมาเติมหนักๆ ทั้งทางเหนือ และภาคกลาง ก็ยังเป็นเหตุปัจจัยให้ท่วมได้อีก แม้ว่าโอกาสจะจมบาดาลแบบปี 2554 จะเป็นไปได้ยากก็ตาม
..nn เรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต หรือการเตือนล่วงหน้า “รักษ์ ปฐวี” ฟังจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง สิ่งที่พอจะจับได้จากบทเรียนตั้งแต่กรณี หาดใหญ่ น่านมาถึงสถานการณ์ฝนถล่มกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน คือลำพังหน่วยงานท้องถิ่นไม่สามารถจัดการได้
..nn นักวิชาการที่ทำงานเรื่องบริหารจัดการน้ำมานานจึงเรียกหา “ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า” ที่หายไปนับแต่กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งล่าสุด เสียงเรียกร้องของ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ที่ตั้งคำถามถึงบทบาทของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในปัจจุบัน พร้อมทั้งการ “ทวงคืนศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า” อย่างน้อย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทั้งในฐานะนายกฯ รมว.มหาดไทย และประธาน กนช. (คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) ตามกฎหมาย แม้จะมอบให้ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” ไปทำหน้าที่ก็ตาม ควรต้องรับฟังและนำไปพิจารณา
..nn “รักษ์ ปฐวี” รับฟังความเห็นมาอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำสำหรับ “เมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ” หรือ Delta City อย่างกรุงเทพฯ ว่าการมุ่ง “สกัด” และ “ไล่” น้ำทางเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้สำหรับภูมิประเทศแบบนี้ สิ่งที่ควรต้องทำอย่างน้อยควบคู่กันไปก็คือการจัดการพื้นที่รองรับน้ำ
..nn“รักษ์ ปฐวี” ได้ฟังแนวคิดที่ทันสมัยอย่างมากแบบนี้ ก็หวนคิดไปถึง “ศาสตร์พระราชา” ที่ล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางไว้ให้ เรื่องของการทำ “แก้มลิง” รองรับน้ำ
..nn ข้อครหาเรื่องการยกเลิกดำเนินการเวนคืนที่ดินทำแก้มลิงบางจุด ที่มีการวางเรื่องมาก่อนหน้า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มีความเชื่อมโยงกับบริษัทพัฒนาที่ดินบางแห่งจริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไปด้วยหลักฐานไม่สามารถกล่าวหากันลอยๆ ได้ แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม. ควรดำเนินการ คือกลับมาคิดอีกครั้งว่าจะนำโครงการนี้มาทำต่อหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องแสดงเหตุผลให้เคลียร์สิ้นข้อสงสัย
..nnกรณี พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนที่มาของเงินดำเนินการ 4 หน่วยงาน คือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากภาษีสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” มาเป็นการใช้งบประมาณตามปกติ เสียงวิพากษ์วิจารณ์พุ่งเป้าไปที่ ไทยพีบีเอส กับ สสส.
..nn “รักษ์ ปฐวี” ขอโฟกัสที่ ไทยพีบีเอส ก่อนว่าลำพังการเปลี่ยนที่มาของเงินดำเนินการอย่างเดียว ยังไม่น่าจะตรงจุดมากนัก โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือ ภูมิทัศน์ด้านสื่อสารมวลชนที่เปลี่ยนไป จากปีที่มีการก่อตั้ง ไทยพีบีเอส คือปี 2551 จนถึงปัจจุบัน เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายในสนามสื่อมวลชน รูปแบบของ “สื่อสาธาณะ”จะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องหรือไม่?
..nnสิ่งที่ต้องตอบก่อนว่าจะใช้เงินจากแหล่งไหนก็คือ ขณะที่โลกเข้าสู่ยุคใหม่ องค์กรสื่อต่างๆ พากันลดขนาด ลดทุน ลดค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติภารกิจ “สื่อสาธารณะ” ในปัจจุบันยังจำเป็นต้องเป็นองค์กรใหญ่มหึมา ใช้พนักงานจำนวนมาก ใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาลปีละกว่า 2 พันล้านบาท แบบไทยพีบีเอส หรือไม่?..nn
รักษ์ ปฐวี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

