คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ไทยพีบีเอส กับกลไก‘ภาษีบาป’(Earmarked Tax)
เมื่อวานนี้ ว่าด้วยเรื่อง วิวาทะ “กลไกเอาภาษีบาปจ่ายอุดหนุนตรง” กับ “ตั้งงบประมาณแผ่นดินรายปีเหมือนหน่วยงานรัฐทั่วไป” ซึ่งกำลังเป็นข้อถกเถียงอภิปรายในวงสังคม
จากข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย ที่จะยกเลิกกลไก “ภาษีบาป” (Earmarked Tax) ที่ปัจจุบันกันเงินบำรุงที่เก็บจากภาษีสรรพสามิตจ่ายตรงไปยัง 4 หน่วยงาน คือ สสส. กองทุนพัฒนาการกีฬาฯ กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส โดยเปลี่ยนให้หน่วยงานเหล่านี้จะต้องของบประมาณจากงบรายจ่ายประจำปี เหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานศาลยุติธรรม ฯลฯ
วันนี้ มีข้อมูลและความเห็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม ควรค่า ควรใส่ใจ เกี่ยวกับ “ไทยพีบีเอส”โดยตรง
1. “ความเป็นอิสระ” ไม่ได้แปลว่า “ต้องอยู่นอกระบบงบประมาณ” เท่านั้น
คุณศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า
“...ผมอยากบอกว่า อย่าเอาคำว่า “ความเป็นอิสระ” ไปผูกไว้กับวิธีรับเงิน
วันนี้ มีการพูดกันว่า หาก ไทยพีบีเอส ไม่ได้รับเงินจาก Earmarked Tax เหมือนเดิม และต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจะถูกกระทบ
...ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “วิธีการที่องค์กรได้รับเงิน”
การเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงิน ไม่ได้แปลว่าใครจะมีสิทธิสั่งข่าว สั่งรายการ หรือแทรกแซงกองบรรณาธิการได้ เพราะข้อห้ามตามกฎหมายยังคงอยู่
และความเป็นอิสระก็ไม่ได้หมายถึงปราศจากความรับผิดชอบ เพราะกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดให้ ไทยพีบีเอส ต้องนำเสนอข่าวอย่าง เที่ยงตรง รอบด้าน เป็นธรรม และสมดุล
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งสร้างสมการว่า
“ไม่มี Earmarked Tax = ไม่มีความเป็นอิสระ”
คำถามที่ควรถาม คือ
ระบบการเงินแบบใดโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อได้
เพราะความเป็นอิสระของสื่อควรได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมายและหลักวิชาชีพ ไม่ใช่ผูกติดอยู่กับวิธีรับเงินเพียงวิธีเดียว”
นายศุภชัยย้ำว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์
หากยกเลิกเงินบำรุงที่เดิมเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต รัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกลไกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ส่วนดังกล่าวยังเข้าสู่รัฐ แล้วนำมาจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น (ตามที่อธิบดีสรรพสามิตรยืนยัน)
พูดง่ายๆ คือ
เงินไม่ได้หายไป - สิ่งที่เปลี่ยนคือ “เส้นทางของเงิน”
จากเดิม ผู้ประกอบการ → ภาษี + เงินบำรุง → ส่งตรงให้องค์กร
เปลี่ยนเป็น ผู้ประกอบการ →ภาษีของรัฐ →ระบบงบประมาณ → จัดสรรตามภารกิจ
2. คุณชัยรัตน์ ถมยา Frank Thomya ได้โพสต์อภิปรายว่าด้วยเรื่อง Thai PBS ในฐานะอดีตผู้ที่เคยทำงานกับสื่อสาธารณะทั้ง Thai PBS และ NHK
ระบุว่า การเสนอแก้กฎหมาย Thai PBS ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่สังคมไทยควรกลับมาตั้งคำถามว่า เงินประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปีที่สังคมจัดสรรให้สื่อสาธารณะแห่งนี้ เราควรใช้อะไรวัดว่า “คุ้มค่า”
โดยยกกรณี NHK และ BBC ขึ้นมาเทียบเคียง
NHK ไม่ได้พึ่งงบประมาณรายปีของรัฐบาลเป็นหลัก รายได้ประมาณ 96% มาจากค่ารับชมที่เก็บจากครัวเรือนและกิจการที่เข้าเงื่อนไข NHK อธิบายเองว่า ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความเป็นอิสระทางการเงิน ซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็นอิสระด้านบรรณาธิการ
BBC ก็มีโครงสร้างคล้ายกัน ปัจจุบัน TV Licence ของอังกฤษสำหรับปี 2026/27 อยู่ที่ 180 ปอนด์ต่อปี ผู้ที่ดูหรือบันทึกรายการโทรทัศน์แบบสด หรือใช้ BBC iPlayer อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมี TV Licence และรายได้จาก licence fee ยังคงเป็นเสาหลักของการให้บริการสาธารณะของ BBC แต่ BBC ก็ไม่ได้รับสิทธิในการเก็บเงินจากประชาชนแล้วจบ ทุกครั้งที่มีการถกเถียงเรื่องการขึ้น licence fee คำถามเรื่อง “Value for Money” หรือความคุ้มค่าของเงินจะตามมาทันที
พูดง่ายๆ ว่า มีส่วนที่ประชาชนคนดูจ่ายเงินสนับสนุน และนั่นจะเป็นตัวประเมินอันหนึ่งถึงความคุ้มค่าจากสื่อสาธารณะว่าประชาชนคิดค่ามีความคุ้มค่าแค่ไหน
ไม่ใช่ว่าทีวีสาธารณะไม่ต้องสนใจว่ามีคนดูหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรหมายความว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาเรตติ้งเหมือนสถานีเชิงพาณิชย์
“...สิ่งที่ควรวัดน่าจะกว้างกว่านั้น เช่น คนเข้าถึงกี่คน คนเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เนื้อหาที่ผลิตสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างไร มีอะไรที่สถานีเอกชนไม่ทำ ต้นทุนต่อรายการหรือต่อผู้ชมสมเหตุสมผลหรือไม่ รวมทั้งระบบจัดซื้อจัดจ้าง การใช้บุคลากรภายนอก ค่าผลิต และค่าตอบแทนต่างๆ มีมาตรฐานและเปิดเผยเพียงใด
พูดง่ายๆ คือไม่ใช่เอา “เรตติ้ง” มาแทน “คุณค่าสาธารณะ” แต่ก็ไม่ควรใช้คำว่า “คุณค่าสาธารณะ” เพื่อหลีกเลี่ยงคำถามเรื่อง เรตติ้ง, การเข้าถึง, ต้นทุน และ ประสิทธิผล เช่นกัน
ผมจึงมองว่าการถกเถียงเรื่องร่างกฎหมายครั้งนี้อาจมีประโยชน์ หากมันพาเราเลยไปจากคำถามง่ายๆ ว่า “จะเอาเงินภาษีสุราและยาสูบออกจาก Thai PBS หรือไม่” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ“เราต้องการสื่อสาธารณะแบบไหน และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสื่อสาธารณะที่เราใช้เงินเลี้ยงดูอยู่นั้นกำลังทำหน้าที่ของมันได้ดี”
สำหรับผม การรักษาความเป็นอิสระจากรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความเป็นอิสระนั้นไม่ควรหมายถึงความเป็นอิสระจากการถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะเมื่อเงินที่ใช้เป็นเงินสาธารณะ
และบางทีคำถามที่ Thai PBS ควรตอบให้ประชาชนได้ชัดที่สุดอาจไม่ใช่ “ทำไม Thai PBS ถึงไม่ควรเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินงบประมาณ” แต่คือ “ถ้าวันหนึ่งไม่มี Thai PBS แล้ว สังคมไทยจะสูญเสียอะไรที่ไม่มีสื่ออื่นสามารถทดแทนได้”
หากองค์กรสามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนด้วยผลงาน ตัวเลข และผลกระทบที่ประชาชนสัมผัสได้ นั่นอาจเป็นหลักประกันความอยู่รอดของสื่อสาธารณะที่แข็งแรงกว่าการรับประกันวงเงินจากกฎหมายเสียอีก” - Frank Thomya
3. ทีวีสาธารณะจริง ไม่ใช่แถลงการณ์ แต่คือ เนื้อหาตามผังรายการ
ชัยรัตน์ ถมยา Frank Thomya ยังชี้ประเด็นสำคัญให้ร่วมกันคิดอีกด้วยว่า “ถ้าวันหนึ่งไม่มี Thai PBS แล้ว สังคมไทยจะสูญเสียอะไรที่ไม่มีสื่ออื่นสามารถทดแทนได้?”
ระบุว่า คำตอบที่จับต้องได้ ให้ดูที่ “ผังรายการ”
“..เพราะท้ายที่สุด ต่อให้องค์กรเขียนพันธกิจไว้อย่างสวยงามเพียงใด สิ่งที่สะท้อนลำดับความสำคัญได้ค่อนข้างชัดก็คือ “เวลาออกอากาศถูกแบ่งให้ใครบ้าง?”
เมื่อกลับไปดูผังของ Thai PBS ในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นค่อนข้างชัดคือ ในวันธรรมดา Thai PBS ให้น้ำหนักกับข่าว รายการเชิงข่าว การเมือง สถานการณ์ปัจจุบัน และประเด็นสาธารณะในสัดส่วนสูงมาก
ถ้านับอย่างกว้างๆ ตั้งแต่ข่าวเช้า รายการการเมือง จับตาสถานการณ์ ข่าวช่วงกลางวัน ข่าวภูมิภาค สถานีประชาชน ข่าวค่ำ รายการวิเคราะห์สถานการณ์ ไปจนถึงข่าวดึกในวันธรรมดาทั่วไป เนื้อหากลุ่มข่าวและสถานการณ์ปัจจุบันอาจกินเวลาประมาณ 60% ของเวลาออกอากาศ และในวันที่มีข่าวใหญ่ก็อาจสูงกว่านั้น
แน่นอนว่า การมีข่าวจำนวนมากไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม ข่าวที่เป็นอิสระ เที่ยงตรง รอบด้าน กล้าตรวจสอบผู้มีอำนาจ และสามารถให้พื้นที่กับเรื่องที่สถานีเชิงพาณิชย์อาจไม่ให้ความสำคัญ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของสื่อสาธารณะ
แต่คำถามคือ “สื่อสาธารณะควรเท่ากับช่องข่าวหรือไม่?”
เพราะหากย้อนกลับไปดูหลักการจัดตั้ง Thai PBS เอง ภารกิจไม่ได้มีเพียงข่าวแต่ครอบคลุมทั้งข่าวสาร สารประโยชน์ การศึกษา และสาระบันเทิง โดยต้องมีความหลากหลายและมีสัดส่วนที่เหมาะสม
ตรงนี้ทำให้เรื่องผังรายการไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องรสนิยมว่าใครชอบดูอะไร แต่มันกลับไปถึงคำถามพื้นฐานมากกว่านั้นว่า “สื่อสาธารณะมีหน้าที่รับใช้ใคร?”
หากคำตอบคือ “ประชาชน” ประชาชนก็ไม่ได้มีเพียงคนวัยทำงานที่สนใจข่าว การเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์รายวัน ยังมีเด็ก เยาวชน ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ มีคนที่สนใจวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม กีฬา ธรรมชาติ การศึกษาและมีคนจำนวนมากที่ต้องการความบันเทิงที่มีคุณภาพ โดยไม่ได้ต้องการดูข่าวหรือการเมืองตลอดทั้งวัน
ถ้าเป็นโทรทัศน์สาธารณะ พื้นที่ของคนเหล่านี้อยู่ตรงไหน?
แน่นอนว่า Thai PBS มีรายการที่ไม่ใช่ข่าว มีทั้งสารคดี อาหาร ท่องเที่ยว วัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่น กีฬา วิทยาศาสตร์ และละคร แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “มีหรือไม่มี” หากต้องดูด้วยว่า รายการเหล่านั้นถูกวางไว้ตรงไหนในผัง เพราะเวลาออกอากาศเองก็มี “คุณค่า” ไม่เท่ากัน
การมีสารคดีหรือรายการอาหารหลัง 23.30 น. ไปจนถึงหลังเที่ยงคืน กับการวางสารคดีให้เป็นรายการหลักของช่วงค่ำ ไม่เหมือนกัน
ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจกว่าคำว่า “Thai PBS มีรายการประเภทอื่นหรือไม่?” คือ “รายการประเภทอื่นได้รับเวลาและตำแหน่งในผังที่สะท้อนว่าองค์กรให้ความสำคัญกับมันจริงเพียงใด?”
....
หากจะประเมินว่าเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปีที่ใช้กับ Thai PBS คุ้มค่าหรือไม่ เราอาจไม่ควรถามเพียงว่า “ข่าวของ Thai PBS มีคนดูเท่าไร?” แต่ควรถามด้วยว่า“เวลาออกอากาศและทรัพยากรของสื่อสาธารณะถูกแบ่งเพื่อรับใช้ประชาชนที่หลากหลายเพียงใด?”
ไม่ใช่เพียงว่ามี Content สำหรับเด็กอยู่ในเว็บไซต์หรือไม่ แต่เด็กมองเห็นตัวเองอยู่ในช่องหลักหรือไม่ ไม่ใช่เพียงว่ามีสารคดีอยู่ในผังรายการหรือไม่ แต่สารคดีได้รับพื้นที่ที่ทำให้คนจำนวนมากมีโอกาสได้ดูหรือไม่ ไม่ใช่เพียงว่ามีละครหรือความบันเทิงผลิตอยู่หรือไม่แต่สิ่งเหล่านั้นสร้างคุณค่าหรือผลกระทบอะไรให้สังคม
เพราะท้ายที่สุด การเป็น “โทรทัศน์สาธารณะ” อาจไม่ได้วัดจากจำนวนชั่วโมงข่าว แต่อาจวัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อเด็ก วัยรุ่น คนทำงาน ผู้สูงอายุ คนรักข่าว คนรักวิทยาศาสตร์ คนรักดนตรี หรือคนที่เพียงอยากพักจากข่าว เปิดช่องนี้ขึ้นมา เขารู้สึกหรือไม่ว่า “ที่นี่ก็มีพื้นที่ของฉันอยู่ด้วย”
และหากวันหนึ่งไม่มี Thai PBS แล้ว สังคมไทยจะรู้สึกจริงๆ หรือไม่ว่าได้สูญเสียพื้นที่บางอย่างที่ไม่มีสื่ออื่นเข้ามาทดแทนได้
บางที คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้อยู่ในพันธกิจที่เขียนเอาไว้ แต่อยู่ในผังรายการที่เราเห็นทุกวันนี่เอง” - Frank Thomya
4. พฤติกรรมสนับสนุนการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
คุณเถกิง สมทรัพย์ อดีตผู้บริหารไทยพีบีเอส อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ ให้ความเห็นตรงๆ ว่า
“การตรวจสอบการบริหารงานรัฐบาล เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนอยู่แล้ว
แต่ปัญหาปวดหัวหนึ่งของสื่อสาธารณะคือ ผู้บริหาร/พิธีกรหลายคนก้าวข้ามบทบาทการตรวจสอบรัฐ ไปเป็นผู้สนับสนุนการเมืองตรงข้ามรัฐบาล..
ทั้งๆ ที่มีแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว แต่หลายคนไปมีการแสดงจุดยืนความเห็นในสถานะส่วนตัว เป็นประจำ
ตอนนี้ มีการนำเสนอเรื่องความเป็นอิสระของสื่อ เรื่องจะถูกรัฐแทรกแซง
แต่ถ้าเรายืนให้ถูกตามแนวทางของสื่อสาธารณะ ปัญหาหลายเรื่องจะเบาลง
เพราะสื่ออิสระ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปทำให้สถาบันสื่อ เป็นศัตรูทางการเมืองกับใคร
แต่บทบาทตรวจสอบอย่างมืออาชีพ เป็นธรรม ก็ต้องมี”
นอกจากนี้ คุณเถกิงยังแสดงความเห็นด้วยว่า
“...อยากให้ ไทยพีบีเอส รอด และ เป็นนวัตกรรมที่มันควรจะเป็นตามพิมพ์เขียว
คือ มีสื่ออิสระที่ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แท้จริง
ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสื่อสารของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”
สุดท้าย วิวาทะปมร้อน ยังไม่จบเท่านี้แน่
เพราะร่างแก้ไขกฎหมายจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของครม. และรัฐสภาต่อไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

