'ออยศรี' ให้ปากคำ ปอศ. เพิ่ม ยันเป็นผู้เสียหายปมมูลนิธิ 'บุ๋ม ปนัดดา' ชี้บริจาค 5 บาทก็ตรวจสอบได้ ปัดหิวแสง
วันนี้ 31 ตุลาคม 2569 นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก และเจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมด้วย นายภูวกร ศรีเนียน หรือ เจตน์ ตัวแทนภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กรมูลนิธิและสื่อ ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อส่งมอบพยานหลักฐานและให้ปากคำเพิ่มเติม ในคดีที่ได้ร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของ มูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ
การเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีการเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษก่อนหน้านี้ เพื่อให้ดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดีและผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน จากกรณีสงสัยเรื่องการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยในชั้นแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องและสอบถามรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่และเจตนาในการโอนเงิน ซึ่งพบว่าจุดเกิดเหตุในการโอนเงินของผู้เสียหายเกี่ยวโยงกับธนาคารสาขาในพื้นที่ห้วยขวาง จึงได้พิจารณาจัดสรรงานภายในและส่งต่อเรื่องมายัง กองกำกับการ 4 บก.ปอศ. เพื่อสอบปากคำอย่างเป็นเป็นทางการในวันนี้

นางสาวบุญยนุช เปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการเข้าให้ปากคำในฐานะผู้เสียหายจากการโอนเงินบริจาคจำนวน 1,000 บาท โดยยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นการวางงาน ไม่ได้ต้องการสร้างกระแสหรือหิวแสง และไม่ได้มีอคติหรือความขัดแย้งส่วนตัวกับ นางสาวปนัดดา แต่อย่างใด แม้ในอดีตตนจะเคยวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ นางสาวปนัดดา โดยเฉพาะประเด็นการนั่งพูดคุยกับทนายความชื่อดังในรายการโทรทัศน์โดยไม่มีพยานหลักฐานประกอบก็ตาม แต่การดำเนินการทางกฎหมายครั้งนี้กระทำบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่นำมามอบให้เจ้าหน้าที่
นางสาวบุญยนุช กล่าวต่อว่า ต่อให้วันนั้นตนตัดสินใจโอนเงินบริจาคเพียง 5 บาท ก็จะเดินทางมาแจ้งความและขอให้เกิดการตรวจสอบอยู่ดี เพราะตนทำด้วยใจบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่สังคมควรถามในเวลานี้คือ ฝั่งของประธานมูลนิธิฯ ได้นำเงินบริจาคไปใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้โพสต์เชิญชวนไว้หรือไม่ ซึ่งต้องใช้กระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐานมาพิสูจน์กัน

นอกจากนี้ยังได้ระบุถึงข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยพบว่าบัญชีที่ใช้รับเงินบริจาคมีทั้งหมด 3 บัญชี แต่กลับเป็นบัญชีในนามมูลนิธิฯ เพียง 1 บัญชีเท่านั้น ส่วนอีก 2 บัญชีเป็นบัญชีส่วนบุคคลที่มีชื่อ นางสาวปนัดดา ต่อท้าย ซึ่งต้องตรวจสอบว่ามีมติที่ประชุมอนุมัติให้อย่างถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งการทำธุรกรรมโอนเงินที่มีมูลค่าเกิน 50,000 บาท ผ่านระบบธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ จำเป็นต้องใช้การสแกนใบหน้าของประธานมูลนิธิฯ เพื่ออนุมัติรายการ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประธานมูลนิธิฯ จะปฏิเสธการรับรู้รายการโอนเงินที่เกิดขึ้นในอดีต
ขณะเดียวกัน พยานหลักฐานยังชี้ให้เห็นว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลที่เรียกว่า ช่างเอ๋ ก่อนจะมีการส่งต่อเงินเข้าสู่บัญชีของสามีประธานมูลนิธิฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำการไล่เบี้ยเส้นทางการเงินอย่างละเอียดว่าเงินดังกล่าวได้ถูกโอนย้อนกลับมายังมูลนิธิฯ หรือไม่ และหากมีการเบิกจ่ายเงินมูลค่าเกิน 500,000 บาท ตามระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิก็จำเป็นต้องมีวาระการประชุมและมติที่ประชุมลงนามรองรับอย่างถูกต้องเช่นกัน

นอกจากนี้ นางสาวบุญยนุช ยังได้กล่าวถึงการติดตามความคืบหน้ากรณีการอายัดบัญชีธนาคารของมูลนิธิฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าต้องการทราบความคืบหน้าว่าสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้หรือไม่ และหากบัญชีดังกล่าวกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว ประธานมูลนิธิฯ สมควรชี้แจงให้ประชาชนรับทราบเพราะเป็นบัญชีของมูลนิธิฯ ส่วนประเด็นเรื่องบุคคลเบื้องหลัง หรือ Last Boss ที่ทนายเดชาเคยกล่าวถึงนั้น ตนได้เคยสอบถามแล้วแต่ได้รับคำตอบว่าไม่ต้องยุ่ง จึงเห็นว่าเรื่องนี้อาจมีจริงหรือไม่มีจริงก็ได้ และต้องปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน พร้อมยืนยันว่าจะแยกการตรวจสอบกรณีนี้ออกจากกรณีของมูลนิธิอื่น เพื่อความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดความสับสนแก่ประชาชน
ทางด้าน นายภูวกร ศรีเนียน กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ พบข้อสังเกตว่า มูลนิธิองค์กรทำดี ไม่ได้มีการนำส่งงบการเงินย้อนหลังเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน คือ ปี 2567 และ ปี 2568 ทั้งที่ในช่วงปี 2565 และ 2566 มีการยื่นส่งงบการเงินตามปกติ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องตรวจสอบ และขอยืนยันว่าการมาร้องเรียนครั้งนี้เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความหรือถอนคำร้องได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากรรมการมูลนิธิทยอยลาออกนั้น ยืนยันว่าไม่มีผลย้อนหลังในการพ้นความรับผิดชอบ เพราะความผิดได้สำเร็จลงแล้ว กรรมการทุกคนในขณะเกิดเหตุต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

