'ณัฏฐ์ มงคลนาวิน' โพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐ จี้รับมือปม 'เขมร' ฉกภาพสตรีสยามไปใช้บนเวที MUC 2026

จากกรณีที่กองประกวด Miss Universe Cambodia 2026 กรณีนำภาพสตรีชาวกำแพงเพชรไปใช้ประกอบการนำเสนอเป็นภาพในราชสำนักเขมรโบราณ จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในสังคมราวกับไฟลามทุ่งนั้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างเด็ดขาด โดยระบุว่า การนำภาพต้นฉบับที่มีลายน้ำของกรมศิลปากรไปตัดออกแล้วนำไปใช้นั้น "ไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เป็นเจตนากล่าวอ้างและบิดเบือนให้สาธารณชนเข้าใจผิด" ซึ่งกระรวงวัฒนธรรมได้เตรียมส่งหนังสือตักเตือนไปยังกองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชาให้ยุติการกระทำทันที โดยย้ำชัดว่า หากไม่มีการแก้ไข ทางกระทรวงฯ พร้อมสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฎหมายและใช้ช่องทางที่เหมาะสม
ล่าสุดวานนี้ 21 กันยายน 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้โพสต์ภาพและจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงวัฒนธรรมและรัฐบาลไทย ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเรื่อง Digital Cultural Laundering AI และข้อมูลออนไลน์กำลังถูกใช้ฟอกขาวประวัติศาสตร์ไทย ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "จดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงวัฒนธรรมและรัฐบาลไทย: มหันตภัย “Digital Cultural Laundering” เมื่อ AI และข้อมูลออนไลน์กำลังถูกใช้ฟอกขาวประวัติศาสตร์ไทย
กรณีข้อพิพาทภาพถ่ายประวัติศาสตร์สตรีสยาม และการหยิบยกผลสรุปจาก Google AI Overview ที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลจาก "Wikipedia" และ "Facebook" มาใช้เป็น "ตราประทับความชอบธรรม" ในการเคลมอัตลักษณ์ไทย ไม่ใช่เพียงการวิวาทะของเกรียนคีย์บอร์ดรายวันอีกต่อไป แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับชาติของกระบวนการ ฟอกขาวข้อมูลประวัติศาสตร์บนโลกดิจิทัล (Digital Cultural Laundering) ที่ทำเป็นระบบ ลุกลามไปตั้งแต่ภาพถ่ายโบราณ เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงรากศัพท์ทางภาษา

ล่าสุดมีความพยายามหยิบยกหน้าพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและเอกสารราชการไทยมาบิดเบือน โดยอ้างว่าคำว่า "สไบ" (Sbai) มีรากมาจากภาษาเขมร แล้วนำไปสู่การแปะป้ายตราหน้าประเทศไทยว่าเป็นผู้ลอกเลียนแบบ (#thai\copycats) ทั้งที่ในทางภาษาศาสตร์ การที่พจนานุกรมไทยบันทึกที่มาของคำยืม (Loanwords) อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเขมร บาลี สันสกฤต หรือมอญ คือมาตรฐานความโปร่งใสทางวิชาการ ไม่ใช่หลักฐานการ "ก๊อปปี้วัฒนธรรม" แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า สไบ/เซอไบ ยังเชื่อมโยงกับคำในตระกูลออสโตรนีเซียน (เช่น มลายู Sebai) และการห่มผ้าพาดไหล่ก็มีวิวัฒนาการร่วมกันในภูมิภาคจากการรับอิทธิพลอินเดียโบราณ ก่อนที่ราชสำนักไทยจะนำมาพัฒนาเทคนิคการจีบผ้า ลวดลาย และระเบียบการนุ่งห่มจนเกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น หากตรวจสอบเจาะลึกจะพบว่า ไม่ได้มีเพียงภาพเดียว หากแต่มี ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ระดับ Masterpiece ของไทยไม่ต่ำกว่า 20–50 ภาพ ที่กำลังถูกนำไปสวมรอยตัดต่อ ลบลายน้ำ และเปลี่ยนบริบทอย่างเป็นระบบบนโลกออนไลน์:
ภาพสตรีชาวกำแพงเพชร 7 คน (พ.ศ. 2449): ภาพฟิล์มกระจกต้นฉบับจากหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก (UNESCO Memory of the World) ในนามประเทศไทย ถูกนำไปครอปตัดลายน้ำกรมศิลปากรออก แล้วนำไปฉายบนเวทีประกวดระดับชาติเพื่ออ้างเป็นสตรีเขมร
พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรีฯ: พระมเหสีในรัชกาลที่ 5 ทรงสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ ถูกนำไปสวมรอยเป็นราชวงศ์กัมพูชา
ภาพสตรีสยามคุณพุ่ม (Vornehme Siamesin): ภาพในหนังสือ Siam: Land und Volk ของ ดร.คาร์ล เดอริง ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็น "Neang Sok"
ภาพเจ้านายฝ่ายใน เจ้าจอม และนางละครหลวงสมัย ร.4–ร.5 อีกหลายสิบภาพ: ถูกนำไปเปลี่ยนคำบรรยายใต้ภาพ สวมรอยเป็นขุนนางหรือนางระบำอัปสราเขมร เผยแพร่ซ้ำๆ บนสารานุกรมและโซเชียลมีเดียสากล
หากภาครัฐยังมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง "ดราม่าโซเชียล" และปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางข้อมูลภาษาอังกฤษบนโลกออนไลน์ต่อไป นี่คือ 3 ฉากทัศน์ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจริง:
สิ่งที่จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมไม่ขยับตัวเชิงรุก
1. AI Hallucination สถาปนาประวัติศาสตร์เทียมให้กลายเป็นความจริงของโลกระบบปัญญาประดิษฐ์และ Search Engine ทั่วโลกไม่ได้เดินเข้าหอจดหมายเหตุเพื่อตรวจพิสูจน์เอกสารชั้นต้น แต่เรียนรู้จากความถี่ของข้อความบนเว็บ หากข้อมูลเท็จเรื่องภาพถ่ายโบราณหรือการบิดเบือนรากศัพท์ถูกป้อนซ้ำๆ ฝ่ายเดียว AI ทั่วโลกจะสรุปข้อมูลผิดพลาดนี้ส่งต่อไปยังห้องเรียน สื่อมวลชนสากล และนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างถาวร
2. สูญเสียความชอบธรรมทางวัฒนธรรมและกระทบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power Loss)เมื่อทั้งการแต่งกาย ผ้าทอ และคำศัพท์ถูกประทับตราบนโลกออนไลน์ว่าเป็น "ของลอกเลียนแบบ" ประเทศไทยจะสูญเสีย Cultural Legitimacy ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมผ้าไทย แฟชั่น ละคร ภาพยนตร์ย้อนยุค และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
3. ความเสี่ยงต่อการปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ICH & UNESCO Risks)การปล่อยให้มีการสร้างกระแสบิดเบือนทั้งเรื่องภาพถ่ายมรดกความทรงจำแห่งโลกและเครื่องแต่งกายอย่างต่อเนื่อง จะถูกนำไปใช้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อการยื่นเสนอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทยในเวทีสากล
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เร่งด่วน 3 ประการต่อภาครัฐ
1. ภารกิจจัดทำ Digital Metadata & Reverse Image Auditกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ต้องเร่งทำ Digital Audit ตรวจสอบภาพถ่ายและฟิล์มกระจกประวัติศาสตร์ทั้งหมด พร้อมแปลงไฟล์ความละเอียดสูงฝัง Metadata ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานสากล (Dublin Core / EXIF) เพื่อให้ระบบสืบค้นและ AI ทั่วโลกดึงข้อมูลลิขสิทธิ์และประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องไปประมวลผลเป็นด่านแรก
2. จัดตั้ง War Room เฝ้าระวังและบังคับใช้สิทธิทางกฎหมายดิจิทัล (DMCA & Digital IP Enforcement)สร้างกลไกตรวจจับและระงับการนำภาพถ่ายที่มีลิขสิทธิ์ของไทย หรือภาพมรดกความทรงจำแห่งโลกยูเนสโก ไปใช้บิดเบือนในเชิงพาณิชย์และเวทีสากล โดยใช้สิทธิทางกฎหมายดิจิทัลระหว่างประเทศแจ้งระงับ (Takedown) ในทันที ไม่ปล่อยให้เกิดการเผยแพร่ซ้ำ
3. รุกคืบสารานุกรมดิจิทัลระดับโลก (National Digital Task Force)สนับสนุนเครือข่ายนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศในการสร้างและปรับปรุงบทความบน Wikipedia, Wikidata และแพลตฟอร์มคลังข้อมูลเปิด อธิบายทั้งบริบทของเครื่องแต่งกาย สไบ และหลักฐานชั้นต้นทางประวัติศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ข้อมูลเท็จเข้ามาสวมรอย
ถึงเวลาคนไทยต้องร่วมมือกัน : อธิปไตยทางวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลไม่ได้ปกป้องได้ด้วยการเก็บเอกสารไว้ในตู้เซฟอีกต่อไป หากพวกเราไม่ออกมาจัดระเบียบและสื่อสารข้อเท็จจริงสู่ระบบสืบค้นของโลก โลกก็จะไม่รับรู้ความจริงของเรา
ถึงภาครัฐและกระทรวงวัฒนธรรม: ถึงเวลาต้องขยับตัวเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จัดตั้งทีมงานดิจิทัลรับมือสงครามข้อมูลและยึดคืนพื้นที่สืบค้นระดับโลกทันที
ถึงพี่น้องคนไทยทุกคน: ช่วยกัน กดแชร์โพสต์นี้ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยให้ถึงผู้กำหนดนโยบาย และหยุดแชร์โพสต์บิดเบือนที่ช่วยเพิ่มยอดการมองเห็นให้อัลกอริทึม แต่จงร่วมมือกันผลิตและส่งต่อเนื้อหาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อปกป้องมรดกความทรงจำของบรรพบุรุษไทยให้คงอยู่อย่างสง่างามบนเวทีโลกครับ 🇹🇭
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
21 กันยายน 2569
#ณัฏฐ์มงคลนาวิน #วิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม #กระทรวงวัฒนธรรม #รัฐบาลไทย #DigitalCulturalLaundering #SoftPowerThailand #สไบ #ปกป้องมรดกชาติ #FactCheckThailand"

ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังได้เข้าไปคอมเมนต์รายละเอียดเพิ่มเติมภายใต้โพสต์ของตนเอง ด้วยข้อความว่า "เปิดหลักฐานชั้นต้นทางกายภาพ & ข้อมูลอ้างอิงประกอบบทความ:
1. หนังสืออ้างอิงหลักฐานชั้นต้น: Siam: Land und Volk (แผ่นดินและผู้คนชาวสยาม) ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1923 ณ เมืองดาร์มชตัดท์ ประเทศเยอรมนี โดย ดร.คาร์ล เดอริง (Karl Döhring) สถาปนิกและนักประวัติศาสตร์ศิลป์ประจำราชสำนักสยาม สมัยรัชกาลที่ 5 (ฉบับพิมพ์จำหน่ายสากล White Lotus Press, ISBN: 9789748434889) หน้าภาพระบุตัวพิมพ์ต้นฉบับชัดเจน: "Vornehme Siamesin aus der Zeit des Königs Mongkut" (สตรีสยามชั้นสูงจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
2. จุดสังเกตสำคัญของ Google AI Overview: เมื่อสืบค้นข้อความที่ระบุว่าภาพนี้คือ "Neang Sok" จะพบว่าแท็กอ้างอิงของระบบ AI มาจาก "Wikipedia" และ "Facebook" ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสร้างขึ้นเอง (User-Generated Content) จากการนำป้ายสินค้าโปสการ์ดของพ่อค้าภาพถ่ายฝรั่งเศสในไซง่อน (ค.ศ. 1872) มาหมุนเวียนเผยแพร่ซ้ำ ไม่ใช่การตรวจสอบจากเอกสารประวัติศาสตร์ชั้นต้น
3. ภาพถ่ายสตรีชาวกำแพงเพชร 7 คน (พ.ศ. 2449): ฟิล์มกระจกต้นฉบับได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก (UNESCO Memory of the World) ในนามประเทศไทยเมื่อปี 2560 โดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
4. หลักภาษาศาสตร์คำว่า "สไบ": พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานบันทึกรากคำยืมเพื่อความโปร่งใสทางวิชาการตามมาตรฐานสากล คำว่า สไบ/เซอไบ มีรากเชื่อมโยงกับกลุ่มภาษาออสโตรนีเซียน (เช่น มลายู Sebai) และการนุ่งห่มแบบมีผ้าพาดไหล่เป็นวัฒนธรรมร่วมที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียโบราณ ก่อนที่ราชสำนักสยามจะพัฒนาเทคนิคการจีบผ้า ลวดลาย และระเบียบราชสำนักจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ร่วมกันปักหมุดข้อเท็จจริง และส่งต่อข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อปกป้องมรดกความทรงจำของชาติครับ #ณัฏฐ์มงคลนาวิน"

หลังจากที่โพสต์ของ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เหมนไม่ยอมรับกติกา มารยาทสากล ไม่เข้าใจว่า World Heritage, UNESCO รับรอง ปล้นไม่ได้ มี อ. ผู้มีประสบการณ์เรื่องธาตุแท้ประเทศเพื่อนบ้าน แนะนำว่าไทยเราสมควรรวบรวม National Treasure และใช้มาตราฐานของประเทศไทยในการควบคุม ลงโทษ เพราะไทยเสียค่าธรรมเนียมให้ UNESCO และองค์กรอื่นๆ แต่ไม่สามารถปกป้องสมบัติชาติได้เลยค่ะ"
"ทำไม วธ. ถึงปล่อยมาหลายปีแบบนี้ น่าคิดอยู่นะคะ"
"กฏหมายลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (Copyright) คือ สิทธิทางกฎหมายที่มอบให้ผู้สร้างสรรค์งานแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ผลงานของตนเอง โดยจะได้รับความคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน
จับแต่พวกคนไทยด้วยกัน มีปัญญาไปทำอะไรเขมรล่ะ"
"ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand กรมทรัพย์สินทางปัญญา DIP เรื่องระดับชาติ อย่าเลือนผ่านค่ะ"
"สมกับที่เขาขนานนามเขมรว่าเป็นสแกมโบเดีย เพราะจะขโมยหลอกลวงในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องวัฒนธรรมข้อเสนอที่คุณนัฏฐ์เสนอนี้ ได้ส่งไปให้เป็นทางการแก่กระทรวงวัฒนธรรมหรือยัง แต่คิดว่าข้อเสนอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถทันยุคทันสมัย ซึ่งไม่แน่ใจว่าข้าราชการและผู้บริหารที่อยู่ในกระทรวงนี้จะอยู่ในยุคไหน หรือยังอยู่ยุคอดีตที่ทำงานอยู่ในกรอบเท่านั้น"
"ณัฏฐ์ มงคลนาวิน พม่าเคลมยิ่งกว่าเหมนอีกค่ะ และมีการทำแบบเป็นระบบ มีการวางสายข้าราชการในหน่วยงานหลายแห่งด้วย อันตรายหนักมากๆๆ ค่ะ"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

