ผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ ปรับสี-เพิ่ม FAR เปลี่ยนแผนที่ลงทุนอสังหาฯ ดันกรุงเทพฯ สู่ยุค "Beyond the City"

บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด จัดงานเสวนาหัวข้อ “กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City” เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 12 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ งานนี้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังเตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่จะกระทบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต

นายสิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน เปิดเผยความคืบหน้าของข้อเสนอให้ปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ซื้อบ้านในยุคค่าครองชีพสูง นายสิทธิโชคระบุว่าข้อเสนอนี้ “เป็นไปได้ยาก” และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้รับอนุมัติ เพราะยังมีความเห็นต่างกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัย ข้อเสนอที่ยื่นไว้ประกอบด้วย ทาวน์เฮาส์ลดจาก 16 ตารางวาเหลือ 14 ตารางวาโดยคงหน้ากว้าง 4 เมตร บ้านแฝดลดจาก 35 ตารางวาเหลือ 25 ตารางวา และบ้านเดี่ยวลดจาก 50 ตารางวาเหลือ 36 ตารางวา ในจำนวนนี้ บ้านเดี่ยวอาจได้รับการผ่อนปรนลงเหลือ 40 ตารางวา ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางในเดือนตุลาคมนี้ นายสิทธิโชคอธิบายว่า การปรับลดขนาดที่ดินต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง ขณะที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางและหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นหลัก หากลดขนาดแปลงลง ชุมชนจะหนาแน่นขึ้นและปัญหาจอดรถขวางหน้าบ้านจะรุนแรงขึ้น ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อพิพาทหลักในหมู่บ้านจัดสรรปัจจุบัน
เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและความเป็นระเบียบในหมู่บ้านจัดสรร กรมที่ดินเตรียมเพิ่มความกว้างขั้นต่ำของถนนภายในโครงการจาก 8 เมตรเป็น 9 เมตร เพื่อรองรับการจอดรถ และให้รถขยะกับรถสาธารณะสัญจรได้สะดวก นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินยังกำหนดให้โครงการต้องจัด “พื้นที่พักขยะ” ไว้ด้านหน้าโครงการเพื่อความสะดวกในการขนถ่าย ส่วนข้อเสนอขยายเกณฑ์จำนวนแปลงจัดสรรจากไม่น้อยกว่า 10 แปลงเป็น 20 แปลงเพื่อช่วยผู้พัฒนารายย่อยนั้น ที่ประชุมมีมติตีตกทันที เพราะกังวลว่าจะกลายเป็นช่องทางเลี่ยงกฎหมายจัดสรรที่ดิน กฎหมายยังคงกำหนดให้การพิจารณาออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินต้องเสร็จภายใน 45
นายสิทธิโชค ให้ภาพรวมของตลาดว่า ผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหันมาทำโครงการจัดสรรขนาดเล็กลง ส่วนใหญ่ใช้พื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ต่อโครงการ เพราะหากเกิน 100 ไร่หรือ 500 ไร่ ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งใช้เวลานานและต้นทุนสูงขึ้นมาก
ทั้งนี้ สถิติช่วง 2 ปีที่ผ่านมาชี้ว่า ตลาดแนวราบมากกว่า 95% พัฒนาโดยบริษัทรายใหญ่และบริษัทมหาชน ขณะที่ผู้พัฒนารายใหม่มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ด้านตลาดคอนโดมิเนียมยังเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ เพราะราคาที่ดินแนวราบสูงขึ้นมาก ส่วนความกังวลเรื่องแผ่นดินไหวกระทบจิตวิทยาผู้ซื้อเพียงช่วงแรก และไม่ได้กระทบการตัดสินใจซื้อระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับตลาดต่างจังหวัด ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ขยายฐานเข้าไปนานแล้ว เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเสียเปรียบด้านต้นทุน และบางรายที่ไปลงทุนในต่างจังหวัดก็อาจไปไม่รอดเช่นกัน นอกจากนี้ กรมที่ดินได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ได้แก่ แอปพลิเคชัน Q-Lands, Smart Lands และระบบรังวัดอัจฉริยะ (Smart Survey) และเปิดบริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมออนไลน์ต่างสำนักงาน ประชาชนจึงทำธุรกรรมข้ามสำนักงานที่ดินได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ ในกรณีที่เป็นการจดทะเบียนประเภทที่ไม่ต้องประกาศ
ด้านนายสิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงสร้างเมืองกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ การจัดทำผังเมืองไม่ง่ายเพราะมีทั้งหมด 18 ขั้นตอน ปัจจุบันร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 อยู่ในขั้นตอนที่ 10 คือช่วงติดประกาศ 90 วัน ร่างผังฉบับนี้ปรับแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย ร้านค้า แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้ภายในระยะเดินทาง 15 นาที มุ่งสร้างเมืองแห่งสุขภาวะที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ และยืดหยุ่นพอจะรับมือวิกฤตในอนาคต ร่างผังใหม่ขยายพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) และพื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) และลดพื้นที่สีเขียวลาย (อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ทำให้หลายทำเลได้สิทธิพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
นายสิทธิพลระบุว่ามี 3 กลุ่มทำเลศักยภาพสูง กลุ่มแรกคือโซนปลดล็อกฟลัดเวย์ ซึ่งพื้นที่เขียวลายเดิมถูกปรับเป็นพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง ทำให้เอกชนพัฒนาโครงการจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ฝั่งธนบุรีย่านตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน และบางบอน ซึ่งได้อานิสงส์จากถนนตัดใหม่ โดยเฉพาะถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 และระบบกั้นน้ำ ส่วนกรุงเทพฯ ตะวันออกย่านประเวศ สะพานสูง ลาดกระบัง และหนองจอก มีการลดพื้นที่ฟลัดเวย์และคืนสิทธิพัฒนาที่ดินให้ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยจากเมืองชั้นใน กลุ่มที่สองคือโซนอัปเกรดค่าอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ไฮไลต์อยู่ที่ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซึ่งปรับสีผังเมืองจาก ย.2 เป็น ย.5 ทำให้ FAR เพิ่มจาก 1.5 เท่าเป็น 3 เท่า และพัฒนาอาคารได้ใหญ่ขึ้นถึง 2 เท่า ทำเลรัชดาภิเษก-พระราม 9-คลองเตยตอกย้ำการเป็น New CBD ด้วยการขยายพื้นที่สีแดงและสีส้มเพื่อรองรับออฟฟิศ คอนโดมิเนียมสูง และมิกซ์ยูสขนาดใหญ่พิเศษ รวมถึงแผนย้ายท่าเรือคลองเตยในอนาคต ขณะที่โซนสวนหลวง-ปทุมวัน-คลองสานได้รับการยกระดับความหนาแน่นรอบจุดเชื่อมต่อการคมนาคม กลุ่มที่สามคือโซนโหนดรถไฟฟ้าหรือ TOD และ Interchange ซึ่งปรับเป็นพื้นที่สีส้มและสีแดงเพื่อเปิดทางให้คอนโดมิเนียมและศูนย์การค้าชุมชน ได้แก่ ดอนเมือง-วงเวียนหลักสี่ ที่รองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงและสนามบินดอนเมือง มีนบุรี-ลาดพร้าว-บางกะปิ ที่รองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สีส้ม และสีเหลือง และบางนา-ศรีนครินทร์ ที่ขยายพื้นที่พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางเพื่อรองรับศูนย์กลางพาณิชยกรรมฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ ร่างผังเมืองยังเพิ่มมาตรการ FAR Bonus สำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ จากเดิม 5 กรณีเป็น 10 กรณี เช่น การจัดพื้นที่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน การจัดพื้นที่สาธารณะหรือสวนสาธารณะริมแม่น้ำลำคลอง และการจัดพื้นที่อำนวยความสะดวกบริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของรถไฟฟ้า

ขณะที่ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีแรกยังอยู่ในสภาพชะลอตัว หรือ “อยู่ในโซนระวัง ต้องรอโอกาส” เพราะธุรกิจอสังหาฯ ผูกติดกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งกำลังเผชิญการค้าและการส่งออกที่ลดลง การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม REIC ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ และตลาดเริ่มฟื้นตัวแล้ว สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่มีจำนวน 79,703 ยูนิต เพิ่มขึ้น 20.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 มูลค่ารวม 241,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% คอนโดมิเนียมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้ซื้อเร่งโอนล่วงหน้าจากความไม่แน่นอนของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติต่ออายุมาตรการถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 อาคารชุดมียอดโอน 40,976 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30% มูลค่าราว 94,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9% ส่วนบ้านแนวราบมี 38,727 ยูนิต เพิ่มขึ้น 21.1% มูลค่า 147,115 ล้านบาท ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8% ขณะที่ยอดโอนห้องชุดของชาวต่างชาติลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก ดร.มานะชี้ว่าข้อมูลนี้สะท้อนว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากกำลังซื้อจริงของผู้บริโภคในประเทศเป็นหลัก ด้านซัพพลาย หน่วยเหลือขายทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมลดลงราว 10% จากการเร่งระบายสต็อกและการชะลอเปิดโครงการใหม่ ระดับสินค้าคงคลังจึงเริ่มกลับสู่จุดสมดุล
ดร.มานะระบุว่า ตลาดระดับบนถึงอัลตราลักชัวรียังเติบโตแข็งแกร่ง เพราะลูกค้ากำลังซื้อสูง นิยมซื้อด้วยเงินสด ไม่พึ่งสินเชื่อธนาคาร และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อย ต่างจากตลาดระดับกลางถึงล่างที่ยังเจออัตราการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินในระดับสูง จากเกณฑ์ปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นและหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง สำหรับทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ดร.มานะมองว่าจะมีปัจจัยขับเคลื่อน 3 ประการ ประการแรกคือการขยายตัวของเมือง โครงข่ายรถไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองที่มีศูนย์กลางธุรกิจเดียวที่สีลม-สาทร ไปสู่ “Network City” ที่มีศูนย์กลางธุรกิจใหม่ เช่น New CBD ย่านพระราม 9-รัชดา และ EBD ย่านบางนา-สุวรรณภูมิ ประการที่สองคือพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี ผู้ซื้อหาข้อมูลผ่าน Omnichannel Journey ชม Virtual Tour และใช้ข้อมูลตัดสินใจมากขึ้น ขณะที่รูปแบบการเป็นเจ้าของแบบยืดหยุ่น เช่น Rent-to-Own และ Leasehold ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ประการที่สามคือต้นทุนที่ดินและการก่อสร้าง ราคาประเมินที่ดินใหม่และค่าวัสดุที่สูงขึ้นบังคับให้ผู้ประกอบการต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการ มากกว่าการขายพื้นที่แบบเดิม
ดร.มานะกล่าวเพิ่มเติมว่า รถไฟฟ้าสายใหม่ทำให้พื้นที่รอบนอกเติบโตแทนการกระจุกตัวในเมือง สายสีส้มฝั่งตะวันออกดันทำเลรามคำแหง-มีนบุรีให้เป็นฮับใหม่ของที่อยู่อาศัยแนวราบ ส่วนสายสีเหลืองและสีชมพูเชื่อมกรุงเทพฯ ตอนเหนือและตะวันออก และหนุนโครงการโลว์ไรส์กับคอมมูนิตี้มอลล์ การเพิ่ม FAR Bonus บริเวณจุดตัดสถานีรถไฟฟ้าตามผังเมืองใหม่ทำให้ราคาประเมินที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากจึงต้องขยับออกไปซื้อในทำเลชานเมือง ราคาที่ดินที่พุ่งสูงยังทำให้บ้านเดี่ยวแพงเกินกว่าคนส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง บ้านแฝดจึงขึ้นมาเป็นสินค้าดาวเด่นที่เติมช่องว่างระหว่างบ้านเดี่ยวกับทาวน์โฮม เพราะมีพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันใกล้บ้านเดี่ยวในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ทำเลเด่นของตลาดบ้านแฝดได้แก่ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ บางนา-ตราด และราชพฤกษ์-นครอินทร์ ในตลาดคอนโดมิเนียม Campus Condo ใกล้สถานศึกษาให้ผลตอบแทนจากการเช่าสูงและดึงดูดนักลงทุนได้ดี ส่วน Pet-Friendly Condo ตอบกระแส Pet Humanization ของคนรุ่นใหม่ได้ตรงจุด ดร.มานะยอมรับว่าตลาดยังมีความเสี่ยง ทั้งอัตราดอกเบี้ย หนี้ครัวเรือน ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงาน แต่ก็มีโอกาสจากเงินลงทุนต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย และธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับเหมาะสม REIC ประเมินว่าดอกเบี้ยจะอยู่ระดับต่ำไปถึงปี 2570 ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดกับสินเชื่อบ้าน การเปิดโครงการใหม่จึงจะลดลง อุปทานปรับเข้าสู่สมดุล และตลาดอสังหาฯ ไทยในระยะถัดไปมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและมั่นคงขึ้น
ปิดท้ายด้วยนายอุรเสฏฐ นาวานุเคราะห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการลงทุน โครงการวัน แบงค็อก ซึ่งฉายภาพวิวัฒนาการย่าน CBD ของกรุงเทพฯ ตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมา ยุคแรกศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่สีลมและสาทร ซึ่งเป็นแหล่งรวมสถาบันการเงินและออฟฟิศเกรดพรีเมียม จากนั้นขยายขึ้นเหนือตามถนนวิภาวดีรังสิตและดอนเมืองโทลล์เวย์ ก่อนเข้าสู่ยุครถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที ที่ทำให้เกิดการพัฒนาแนวยาวตามเส้นทางรถไฟฟ้า เช่น สยาม เพลินจิต อโศก และเกิด New CBD ย่านรัชดา-พระราม 9 จนมาถึงยุคปัจจุบันที่โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง One Bangkok บนถนนพระราม 4 เกิดขึ้นจากการเปิดให้เช่าที่ดินระยะยาวของสถาบันขนาดใหญ่ และกำลังปลุกย่านนี้ให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ นายอุรเสฏฐมองว่า การพัฒนาเมืองต้องอาศัยเงินทุน วิสัยทัศน์ และวัฏจักรเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ รัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคเพื่อสร้างความน่าอยู่ ส่วนเอกชนลงทุนพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างงาน ดึงดูดผู้ใช้งาน และสร้างรายได้ภาษีหมุนเวียนกลับสู่รัฐเพื่อพัฒนาเมืองต่อไป
สำหรับบริษัทแม่อย่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด จากสิงคโปร์ มีสินทรัพย์รวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์และลงทุนในกว่า 20 ประเทศ ในไทยบริษัทดำเนินธุรกิจทั้งที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการวัน แบงค็อก ประกอบด้วยอาคารสำนักงานเกรด A 5 อาคาร พื้นที่เช่ารวมราว 500,000 ตารางเมตร หรือกว่า 50% ของโครงการ พื้นที่รีเทลราว 190,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 20% คอนโดมิเนียมแบบ Leasehold 3 โครงการ และโรงแรม 5 แห่ง เช่น The Ritz-Carlton Bangkok, Andaz และ Fraser Suites / Fraser Residence โครงการใช้แนวคิด Cross Synergy เพื่อดึงผู้ใช้ข้ามกลุ่ม จัดพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวกว่า 50% ของโครงการ ผลสำรวจพบว่าผู้เช่าออฟฟิศพึงพอใจพื้นที่ Outdoor และภูมิทัศน์สูงถึง 90% โครงการยังได้มาตรฐาน WiredScore และ SmartScore ระดับ Double Platinum และมีระบบเดินทางเชื่อมต่อ One Bangkok Mobility ทั้งอุโมงค์เชื่อมสถานี MRT ลุมพินี ทางเชื่อมทางด่วน และบริการ Shuttle Bus นายอุรเสฏฐระบุว่า การเปิดตัวของวัน แบงค็อก ไม่เพียงยกระดับพระราม 4 เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังกระตุ้นการแข่งขันในตลาดออฟฟิศจนเกิดปรากฏการณ์ Flight to Quality ที่อาคารสำนักงานเก่าต้องเร่งปรับปรุงและเพิ่มบริการ ทั้งนี้ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ทุก 1 บาทสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกลับมาได้ราว 3 เท่า บริษัทวัดความสำเร็จของโครงการด้วย 3 ดัชนีหลัก ได้แก่ ผลตอบแทนทางการเงินตามเป้าหมาย การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งการสร้างงานและการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้ใช้งาน
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งนี้ไม่ได้เพียงขยายความเจริญและเปลี่ยนทำเลชานเมืองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังบีบให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และนโยบายรัฐต้องปรับตัว ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบชุมชน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบวิถีชีวิตยุคใหม่ กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่ขยายขนาดขึ้น แต่กำลังก้าวสู่การเป็นมหานครที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

