“ซิตี้แบงก์” ชี้โอกาสไทยรับคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมชูบทบาทธนาคาร เชื่อมแหล่งทุน–บริหารความเสี่ยง หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ร่วมกับ Citi Issuer Services จัดงาน “Data Centre Day” เปิดมุมมองด้านโครงสร้างการจัดหาเงินทุน การบริหารเงินทุน และการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน และการเงินเข้าร่วมกว่า 120 ราย
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอาเซียน สะท้อนจากมูลค่าคำขอลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2569 อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนให้เพียงพอและสอดรับกับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ส่งผลให้ธนาคารมีบทบาทมากขึ้นในการจัดโครงสร้างทางการเงินและสนับสนุนเงินทุน
สำหรับการเสวนาหัวข้อ “Powering Thailand’s Data Centre Boom with Renewable Energy” ได้หารือบทบาทและโอกาสของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ โดยตัวแทนจากเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ดีโลคอล และ Citi Issuer Services ชี้ว่า การขยายขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่กับการสนับสนุนโครงการด้านพลังงาน จำเป็นต้องอาศัยแนวนโยบายที่ชัดเจน สัญญาจัดหาไฟฟ้าที่รัดกุม และโครงสร้างหลักประกันที่เหมาะสม รวมถึงความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินพหุภาคี เพื่อสนับสนุนสินเชื่อระยะยาว การบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีแอล นิชิมูระ แอนด์ อาซาฮี บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) Evolution Data Centres (EDC) และ Citi Investment Banking ยังได้ร่วมพูดคุยในประเด็นการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเน้นย้ำว่า การระดมทุนต้องอาศัยความชัดเจนของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPAs) อัตราค่าใช้บริการโครงข่ายไฟฟ้า การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุว่า จากความต้องการตราสารหนี้สีเขียวและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดในแต่ละระยะให้สอดคล้องกับกฎระเบียบล่าสุด เช่น อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT2) และกรอบการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA
นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 เช่นเดียวกับที่ถนน ไฟฟ้า และท่าเรือมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 ขณะเดียวกัน เราตระหนักถึงประเด็นที่มีการหารืออย่างต่อเนื่อง ทั้งขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการใช้ที่ดินและทรัพยารน้ำ การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน และในปีหน้าซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของซิตี้ ประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรธนาคารชั้นนำสำหรับลูกค้าที่มีการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน พร้อมร่วมสร้างระบบการเงินที่มีความรับผิดชอบอย่างครบวงจร
”ด้าน นายเออร์เนสโต ซาร์เรีย หัวหน้าฝ่าย Citi Issuer Services ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ Citi Services กล่าวว่า “การขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยอาศัยการประสานการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ จากการระดมทุนข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงต้องมีตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งผู้สนับสนุนโครงการและผู้ให้กู้ ซึ่ง Citi Issuer Services มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างเป็นอิสระ รองรับดีมานด์ล่าสุด
”นางสาวยูจีเนีย ทาฮาระ-ซู หัวหน้าฝ่ายขาย Citi Issuer Services ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโครงสร้างการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการมีการนำตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนมาปรับใช้กับการจัดหาพลังงานไฟฟ้า บทบาทของตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์ที่เป็นอิสระจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซิตี้ให้บริการด้านการบริหารจัดการและการดูแลหลักประกันในฐานะ Security Trustee ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดที่มีลำดับการจัดสรรซับซ้อนผ่านบัญชีโครงการ การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและประสบการณ์ระดับโลกยังช่วยให้เราสามารถลดความเสี่ยงให้แก่ทั้งผู้สนับสนุนโครงการและผู้ให้กู้ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย”

