เปิดมุมมอง ณัฏฐ์ มงคลนาวิน กับกลยุทธ์ 3 เบี่ยง เมื่อคำว่า แล้วเรื่องนั้นล่ะ... ทำลายบทสนทนาสังคม

6 ตุลาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เคยสังเกตไหมครับ?
เวลาที่เราเปิดประเด็นคุยเรื่องปัญหาน้ำท่วมเชิงโครงสร้าง... จะมีคนถามกลับว่า “แล้วเรื่องการเมืองฝั่งนู้นล่ะ?”
เวลาคุยเรื่องส่วยสติกเกอร์หรือคอร์รัปชัน... จะมีคนสวนว่า “แล้วคดีนักการเมืองคนนั้นทำไมไม่พูดถึง?”
เวลาคุยเรื่องผังเมืองหรือคุณภาพชีวิต... ก็จะมีคนดึงกลับไปว่า “ทำไมไม่ไปตรวจสอบเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าก่อน?”
พฤติกรรมตอบโต้แบบนี้ ในทางจิตวิทยาสังคมและศาสตร์การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ มีชื่อเรียกว่า “Whataboutism” (หรือ ‘แล้วเรื่องนั้นล่ะ-ลิซึม’)
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแสดงความคิดเห็นต่าง แต่มันคือหนึ่งใน “ตรรกะวิบัติ (Logical Fallacy)” ที่อันตรายที่สุด เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อทำลายบทสนทนาที่มีคุณภาพ และทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไม่เคยถูกแก้ไขได้จริง
1. Whataboutism ทำงานอย่างไรในทางจิตวิทยาสังคม?
แก่นแท้ของ Whataboutism ไม่ได้มุ่งตอบคำถามหรือแก้ปัญหาที่กำลังคุยกันอยู่ แต่ใช้กลยุทธ์ “3 เบี่ยง” เพื่อเอาตัวรอด:
เบี่ยงประเด็น (Deflect): เปลี่ยนเรื่องคุยจากประเด็นที่ตนเองตอบไม่ได้หรือไม่สบายใจ ไปยังประเด็นอื่นทันที
เบี่ยงมาตรฐาน (Double Standard): พยายามชี้ว่า “คนอื่นก็ทำผิด ทำไมต้องมาเพ่งเล็งเรื่องนี้?” เพื่อทำให้ความผิดในมือดูกลายเป็นเรื่องปกติ
เบี่ยงเป้าหมายสู่ตัวบุคคล (Ad Hominem): แทนที่จะถกเถียงด้วยข้อมูลและเหตุผล กลับหันไปโจมตีตัวตน อดีต หรือสถานะของผู้พูด เพื่อดิสเครดิตไม่ให้สังคมสนใจเนื้อหา
ในยุคสงครามเย็น กลยุทธ์นี้เคยถูกใช้เป็นอาวุธโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ระดับชาติ และในยุคดิจิทัล มันกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตของบรรดา IO, ขั้วการเมือง, และกองเชียร์สุดโต่ง ที่ใช้ปั่นกระแสและสร้างความเกลียดชังในโลกออนไลน์
2. ผลข้างเคียง: ความสูญเสียทางยุทธศาสตร์ของสังคม
เมื่อสังคมตกอยู่ในหลุมพรางของ Whataboutism สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ:
ปัญหาจริงถูกฝังกลบ (Issue Burying): ปัญหาเทคนิคที่กระทบชีวิตคนจริงๆ เช่น เรื่องผังน้ำ การคมนาคม การศึกษา หรือการระบายน้ำ จะถูกผลักตกขอบโต๊ะ เพราะถูกลากไปสู่หล่มการเมืองแบ่งขั้วตลอดเวลา
ความรับผิดชอบระเหยหาย (No Accountability): ผู้มีอำนาจในทุกระดับจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะเมื่อถูกตั้งคำถาม แฟนคลับหรือทีมงานก็จะโยนบาปไปให้อีกฝ่ายทันที วงจรอุบาทว์จึงดำเนินต่อไป
สังคมเกิดภาวะด้านชา (Cynicism): ประชาชนทั่วไปที่อยากเห็นการแก้ปัญหาจะเริ่มเหนื่อยหน่าย ถอยตัวออกจากบทสนทนาสาธารณะ และปล่อยให้พื้นที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มคนที่สาดอารมณ์ใส่กัน
3. แยกให้ออก: “การตรวจสอบรอบด้าน” ต่างจาก “Whataboutism” อย่างไร?
หลายคนมักสับสนว่า “ถ้าถามถึงความผิดของอีกฝ่ายบ้างไม่ได้เลยหรือ?”
การตรวจสอบรอบด้าน (Fair Scrutiny): คือการคุยเรื่อง A ให้จบด้วยข้อเท็จจริง วิพากษ์ A บนหลักการ แล้วค่อยหยิบเรื่อง B มาตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันอย่างตรงไปตรงมา
Whataboutism: คือการหยิบเรื่อง B ขึ้นมา “ขัดจังหวะ” เพื่อทำให้เรื่อง A ไม่ต้องถูกพูดถึง หรือทำให้เรื่อง A ดูไร้ความหมาย
ความจริงพื้นฐานที่สุดคือ: “ความผิดของอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ความผิดของเรื่องนี้กลายเป็นความถูกต้อง” (Two wrongs do not make a right)
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์
ประเทศไทยเสียเวลากับคำว่า “แล้วเรื่องนั้นล่ะ?” มามากเกินพอแล้วครับ
เวลาน้ำท่วม น้ำไม่เคยถามว่าเราเลือกพรรคไหน
เวลารถติด ขนส่งสาธารณะพัง ฝุ่นพิษ PM 2.5 ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยเลือกปฏิบัติกับขั้วการเมืองใด
ก้าวแรกที่จะทำให้ประเทศนี้พัฒนาได้ คือการที่เราทุกคนกล้าที่จะ “ยืนยันบทสนทนาบนข้อเท็จจริง” ไม่ยอมให้ใครลากเราลงไปในหลุมพรางของการแบ่งขั้ว และกล้าที่จะตรวจสอบทุกปัญหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
คุยเรื่องน้ำท่วม ก็โฟกัสที่การแก้น้ำท่วม
คุยเรื่องผังเมือง ก็โฟกัสที่การจัดระเบียบที่ดิน
เรื่องอื่นๆ มีเวที มีขั้นตอน และมีกลไกตามกฎหมายที่ต้องตรวจสอบกันต่ออย่างแน่นอน
ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ในชีวิตประจำวันหรือในโลกโซเชียล เพื่อนๆ เคยเจอสถานการณ์ที่ถูกเบี่ยงประเด็นด้วยคำว่า “แล้วเรื่องนั้นล่ะ...” ในเรื่องไหนบ้าง? และมีวิธีรับมือกับบทสนทนาลักษณะนี้อย่างไร? ร่วมแบ่งปันมุมมองกันได้ใต้โพสต์นี้ครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
6 ตุลาคม 2569
#ณัฏฐ์มงคลนาวิน #Whataboutism #ตรรกะวิบัติ #วิเคราะห์สังคม #ยุทธศาสตร์การสื่อสาร #การรู้เท่าทันสื่อ #การพัฒนาเชิงโครงสร้าง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

