‘สสว.’ชี้ไทยช่วยไทยพลัส หนุนดัชนี SMESI ก.ค.69 พุ่งแตะ 50.8
19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:05 น.

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,770 ราย ใน 27 สาขาธุรกิจทั่วประเทศ พบว่า ดัชนี SMESI ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.8 ในเดือนมิถุนายน 2569 มาอยู่ที่ระดับ 50.8 ซึ่งเป็นการกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนและการขนส่ง
โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าพุ่งแตะ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9 โดยความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค นำโดยภาคเหนือ ที่มีดัชนีสูงสุดที่ระดับ 53.2
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (สิงหาคม-ตุลาคม 2569) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อหลังจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน
ทั้งนี้ผู้ประกอบการถึง 81.9% ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ และค่า GP ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งมีต้นทุนออนไลน์สูงเกิน 15% ของยอดขาย นอกจากนี้ผู้ประกอบการ 43.0% ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน
นางสาวปณิตา กล่าวว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3-1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ผลักดันมาตรการ“THAI SME GP” จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจาก SME สูงกว่า 6 แสนล้านบาท (คิดเป็น 33.7%) และล่าสุดยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจาก SME พุ่งสูงถึง 371,245 ล้านบาท หรือคิดเป็น 55.8% ของมูลค่ารวม มีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย
อย่างไรก็ตามเพื่อขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม รวมถึงป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่สวมสิทธิ์ สสว. และกรมบัญชีกลาง จึงได้ร่วมกันยกระดับและปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการ “THAI SME GP” ใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับ SME ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิ์แทน SME, 2.เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับ SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) เพื่อขับเคลื่อน SME สู่ระบบดิจิทัล และ 3.ปรับเกณฑ์มูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคา จากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท
ทั้งนี้มาตรการ “THAI SME GP” หลักเกณฑ์ใหม่ทั้ง 3 ด้าน จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึง SME ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมเสริมทักษะการเป็นคู่ค้าภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
“สสว. มุ่งผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนมาตรการภาครัฐให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ทั้งการขยายตลาดผ่าน THAI SME-GP และการออกมาตรการลดต้นทุนที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตรงจุด เพื่อลดภาระ สร้างรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”นางสาวปณิตา กล่าว

