ครึ่งปีแรกSMEส่งออกมูลค่ากว่า8.9แสนล้าน สสว.เร่งยกระดับSMEหนุนเศรษฐกิจประเทศโต
9 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

นายนภินทร์ ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานแถลงนโยบายในกิจกรรม “สสว. The Growth Connector ปลดล็อก SME โตได้ไกล ไปได้จริง” ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.5 ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 10 Plus ที่มุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ยกระดับขีดความสามารถด้วยดิจิทัลและ AI เพิ่มผลิตภาพผ่านห่วงโซ่การผลิตและการตลาด สนับสนุนการปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 และเตรียมความพร้อมในการเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
ทั้งนี้หากประเทศไทยต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต ก็จำเป็นต้องทำให้ SME เติบโต แต่โจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศมากขึ้น มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในทุกภูมิภาค และความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุก ๆ แขนง ดังนั้น โจทย์การพัฒนาผู้ประกอบการต้องปรับให้ทันกับบริบทที่กำลังเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

นายนภินทร์ กล่าวว่า สสว. ในฐานะหน่วยงานหลัก หน่วยงานกลางด้าน SME จำเป็นต้องมีทิศทางที่ทั้งสอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสอดรับกับแนวโน้มของสถานการณ์โลก ซึ่งแนวทางหลักของการส่งเสริม SME ที่จำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนให้มากขึ้น ประกอบด้วย 1. มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยราคา เป็นการแข่งขันด้วยคุณภาพและคุณค่า เพื่อสร้างผู้แข่งขันในระดับโลก การพัฒนา SME ต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรม คุณภาพ มาตรฐาน การออกแบบ การสร้างแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการได้ ทำให้ SME หลุดพ้นจาการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเรื่องต้นทุนต่ำเป็นเรื่องที่ไม่ใช่จุดแข็งของประเทศไทยอีกต่อไป
2.พัฒนาแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบโครงการเดียวสำหรับทุก SME (One size fit all) สู่การส่งเสริมในแบบเฉพาะรายเฉพาะกลุ่มที่เหมาะสม เพราะ SME มีความแตกต่างกันในทุกมิติ การส่งเสริม SME จึงควรออกแบบมาตรการที่สามารถดูแล SME กลุ่มต่าง ๆ ได้ ให้มีความเหมาะสม
3.สร้างการเข้าถึงที่ครอบคลุม ถึงแม้เราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจง แต่การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องดำเนินการให้มีการกระจายตัว ครอบคลุม ให้ทั่วถึงทั้งประเทศ เนื่องจากการพัฒนา SME เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ และมีผลโดยตรงกับการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างระบุถึงปัญหาสำคัญของประเทศไทยในเรื่องของการเหลื่อมล้ำและการที่ความเจริญมีการกระจุกตัว ซึ่งการพัฒนา SME ก็ต้องดูแลให้ไม่เกิดการกระจุกตัว เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEสามารถเข้าถึงและมีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจที่เท่าเทียมกัน

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 MSME สามารถขยายตัวได้ถึง 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6,606,631 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วน GDP SME ต่อ GDP รวมของประเทศมักทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34%–35% เนื่องจากมี SME ที่เติบโตจนมีรายได้เกินเกณฑ์และขยับสถานะขึ้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Upsize) ซึ่งหากนำมูลค่ากลุ่มดังกล่าวกลับมารวมคำนวณ จะพบว่าสัดส่วน GDP SME ที่แท้จริงจะสูงถึง 37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของ SME มีมูลค่า 894,431.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง
สำหรับในงานได้จัดให้มีเวทีเสวนาเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศของประเทศ เริ่มด้วย เวทีเสวนาช่วงที่ 1 ในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากเครือข่ายพันธมิตร บูรณาการข้อมูลและแผนกลยุทธ์ พลิกโฉม SME ไทย โตไกลอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานพันธมิตร ขณะที่เสวนาช่วงที่ 2 ในหัวข้อ “เสียงสะท้อนแห่งความสำเร็จ ปลดล็อก SME ไทย โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จจากผู้แทนผู้ประกอบการ SME ที่มาร่วมสะท้อนมุมมองและผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาศักยภาพภายใต้การสนับสนุนของ สสว.
สำหรับในงานได้จัดให้มีเวที
และปิดท้ายด้วยช่วง “ก้าวต่อไป สสว. 2570 ปลดล็อกโอกาส เชื่อมโยงอนาคต SME ไทยอย่างยั่งยืน” สรุปภาพรวมจากการเสวนา พร้อมชี้แจงรายละเอี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

