พาณิชย์ ดัน SMEs ใช้ FTA สร้างแต้มต่อ หลัง 8 เดือนใช้สิทธิกว่า 2.12 ล้านล้าน

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือนมกราคม –สิงหาคม 2569 มีมูลค่ากว่า 63,044.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.12 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 80.28% พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2570 เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระจายความเสี่ยง และขยายโอกาสสู่ตลาดศักยภาพใหม่
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 รวม 63,044.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.65% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 80.28% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA
โดยอันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 20,985.24ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 66.41% อันดับ 2 เป็นการใช้สิทธิ ภายใต้ความตกลงอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 18,917.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 94.24% อันดับ 3 ความตกลงอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,295.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 77.83% อันดับ 4 ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,132.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 84.63% และอันดับ 5 ความตกลงไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,244.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 60.70%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ไก่ที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียอื่นๆ (3) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่ แช่เย็นจนแข็ง (5) ฝรั่ง มะม่วง และมังคุดมูลค่ารวม 17,405.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.61% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด
ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ (2) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ (4) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ มูลค่ารวม 45,639.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.39% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด
นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น กรมฯพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มศักยภาพผ่านการให้ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์และกฎระเบียบทางการค้าที่ถูกต้อง และนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาระบบดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
“ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ ด้ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ โดยจัดกิจกรรม 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,400 ราย มุ่งเสริมความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมต่อยอดจากการสร้างความรู้สู่การเปิดตลาดจริงผ่านโครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ไทยไปสำรวจตลาด เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้าในสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย”นางอารดา กล่าว
สำหรับปีงบประมาณ 2570 กรมฯ จะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2569 มีกำหนดจัดกิจกรรมในจังหวัดนครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และหนองคาย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ และคำปรึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมนำ FTA มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

