สั่งห้างเพิ่มสต็อก-เติมสินค้า รองรับ‘กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง’

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยถึงกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รณรงค์ให้ประชาชนจัดเตรียม “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” (3 วัน) เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรฐานสากลในการดูแลตนเองในช่วง 3 วันแรก เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของไทยไม่ได้มีปัญหาเหมือนหลายประเทศในยุโรป แต่กรมฯก็ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ และได้ประชุมร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกเพื่อเตรียมความพร้อมแล้ว ซึ่งขณะนี้พบว่ามียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% โดยสินค้าที่มีการซื้อเพิ่ม อาทิ น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารกระป๋อง นม เป็นต้น
“จากการสอบถามห้างสรรพสินค้า พบว่าผู้บริโภคมีการซื้อสินค้าบางกลุ่มเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินเดือนออกแล้ว จึงมีการซื้อสินค้าเข้าบ้านเพิ่มขึ้น และบางคนก็ซื้อเผื่อไว้ตามที่มีการออกข่าว หรือได้ยินจากข่าว ไม่ได้หวือหวามากนัก ซึ่งกรมฯได้แจ้งให้ห้างเตรียมเซฟตี้สต๊อกให้เพียงพอกับความต้องการ และเติมสินค้าอย่าให้ขาดไปจากชั้นวางสินค้า โดยทุกห้างได้รับไปดำเนินการแล้ว ส่วนผู้ผลิตและผู้จัดส่งสินค้าก็เตรียมพร้อมในการผลิตและจัดส่ง ขอประชาชนเบาใจได้ และขอให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก ส่วนกรมฯก็จะติดตามดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”นายวัฒนศักย์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ ราคายังทรงตัว โดยสุกรมีชีวิต 69.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ,หมูเนื้อแดง (ไม่แต่ง) 134.56 บาทต่อกก. ,ไก่ น่อง-สะโพก 90.56 บาทต่อกก. ,เนื้อน่อง 89.38 บาทต่อกก. ,เนื้ออก 85.50 บาทต่อกก. ,ไข่ไก่ คละ 4 บาทต่อฟอง และราคาเบอร์ 3 มีแนวโน้มลดลง ,ปลานิล 78.40 บาทต่อกก. ,ปลาทับทิม 113 บาทต่อกก. ,ปลาดุก (บิ๊กอุย) 70.30 บาทต่อกก. ,กุ้งขาว 70 ตัวต่อกก. 194 บาทต่อกก. ขณะที่ผักสด ส่วนใหญ่ราคาปรับลดลง โดยราคาผักขายส่ง ณ ตลาดสี่มุมเมือง วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ผักบุ้งจีน 16 บาทต่อกก. ,ผักบุ้งไทย 14 บาทต่อกก. ,ผักกาดขาว (ลุ้ย) 13 บาทต่อกก. ,ต้นหอม 160 บาทต่อกก. ,ใบแมงลัก 20 บาทต่อกก. ,โหระพา 60 บาทต่อกก. ,หัวไชเท้า 20 บาทต่อกก. ,ถั่วฝักยาว 36 บาทต่อกก. ,กะหล่ำปลีเขียว 10 บาทต่อกก. ,พริกจินดาเขียว 34 บาทต่อกก. ,พริกจินดาแดง 40 บาทต่อกก. ,ใบกะเพรา 20 บาทต่อกก.
ส่วนผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” ได้จัดไปแล้ว 582 ครั้ง มูลค่าขายสินค้า 52.54 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน 20.22 ล้านบาท และจะจัดต่อเนื่องให้ครบ 3,036 จุดทั่วประเทศ และในกรุงเทพฯ ต่อไป โดยสินค้าที่นำไปจำหน่าย อาทิ ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช และน้ำตาลทราย สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด และสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า House Brand สินค้า SME สินค้า GI เป็นต้น
นอกจากนี้กรมฯยังได้เตรียมหารือร่วมกับผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก เพื่อเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยจะจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย นิวเยียร์ เมกะเซลล์” ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ หากชัดเจนแล้วจะเปิดแถลงข่าวให้ทราบอีกครั้ง
ทั้งนี้กรมฯยังได้เข้าไปดูแลผลไม้ ที่ขณะนี้ลำไยภาคตะวันออกนอกฤดูกาล ได้เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว โดยมีแผนเปิดจุดจำหน่ายในห้าง ศูนย์ราชการ และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการบริโภค เชื่อมโยงการจำหน่ายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด และร้านธงฟ้า ประสานผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อ และเปิดจุดรับซื้อลำไยในราคานำตลาด รวมทั้งจะสนับสนุนกล่องขนาด 10 กิโลกรัม โดยไปรษณีย์ไทยช่วยจัดส่ง และตะกร้าขนาด 3 กก.และ 5 กก. เพื่อให้เกษตรกรจำหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์ และออนไลน์
สำหรับสถานการณ์ราคาข้าว พบว่า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 16,350 บาท ,ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,250 บาท ,ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 12,650 บาท ,ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 9,500 บาท ,ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,500 บาท ส่วนมันสำปะหลัง 3.80 บาทต่อกก. ,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 11.04 บาทต่อกก. โรงงานรับซื้อ 11.65 บาทต่อกก. ,ปาล์มน้ำมัน 8.05 บาทต่อกก. ,น้ำมันปาล์มดิบ 38.88 บาทต่อกก. ,น้ำมันปาล์มขวด 51.34 บาทต่อขวด ,ยางดิบ 83.10 บาทต่อกก. ,น้ำยางสด 83.75 บาทต่อกก. และยางก้อนถ้วย 37.65 บาทต่อกก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

