จัดแพ็กเกจชุดใหญ่ ดึง1.3ล้านล้านเข้าอู่ตะเภา

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 รับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ และผลักดันโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว โดยโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563
“รัฐบาลต้องการให้อู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนา EEC เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว
สำหรับมาตรการสำคัญที่ กพอ.เห็นชอบ ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การให้ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมเปิดทางให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมการใช้แรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ
นอกจากนี้ยังมีมาตรการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่เพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (EECa Visa) รวมถึงลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ กำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าก่อนพิจารณาต่ออายุ
ขณะเดียวกันยังมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) ระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) และการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงสนามบินกับกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนโดยรอบอย่างเป็นระบบ
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กพอ.ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้เหมาะสมกับข้อกฎหมาย เช่น ยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงแนวทางนำเข้า ซ่อมบำรุง และเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยมอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมาย และกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม เพื่อให้มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
“มาตรการครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง โดย สกพอ.ประเมินว่าจะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนภายในโครงการ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ จ้างงานรวม 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ 400,000 คนต่อปี เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ 20,000 ล้านบาทเมื่อเริ่มเปิดบริการ สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง” น.ส.ลลิดา กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

