‘ศุภจี’วาง 4 ‘Unlocking’ รับมือระบบการค้าโลกยุคใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบัน ต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้การค้าเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) ต้องดำเนินนโยบายการค้าที่เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องเปิดกว้างในการทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ ขณะเดียวกันต้องลดการพึ่งพาตลาดส่งออกกระจุกตัว เพราะปัจจุบัน1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจากเพียง 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยง ไทยจึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่นๆ เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ จึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเองและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย
โดยไทยมีจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายด้าน ทั้งภาคเกษตรและอาหาร ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว สุขภาพ วัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางเอเชีย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้ และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
นางศุภจี กล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าวไทยจำเป็นต้องปลดล็อก 3 ช่องว่างสำคัญ เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 1.ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 2.ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) มองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต และ 3.ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ให้ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น
“SMEs มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 35% ของ GDP สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 ราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 ราย เป็น SMEs และ MSMEs แต่กลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงยังมีโอกาสเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก”นางศุภจี กล่าว
สำหรับแนวทางการปลดล็อกมี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ปลดล็อกตลาด (Unlocking Markets) กระจายการพึ่งพาตลาดเดิมและเปิดตลาดใหม่ ผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่างๆ 2.ปลดล็อกมูลค่า (Unlocking Values) เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ไทยมีไปสู่การตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” โดยใช้แนวทาง Market-Led Production หรือตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น
3.ปลดล็อกโอกาส (Unlocking Opportunities) ขยายโอกาสไปสู่ SMEs ,MSMEs และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น 4.ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น (Unlocking Trust and Resilience) สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วน เพื่อรับมือกับโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2.เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3.เศรษฐกิจชุมชนและ SME และ 4.การค้าระหว่างประเทศ โดยยึดหลักปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ นอกจากนี้จะกำหนด Quick Big Wins เห็นผลภายใน 6-12 เดือน และมี Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

