‘ส่งออก-ลงทุน’พุ่ง ปรับเพิ่มGDPไทยปี69โต2.5%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% จากเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม คาดการณ์ไว้ที่ 2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน ตลอดจนการส่งออกที่ยังขยายตัวได้
อย่างไรก็ดี มองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ กำลังฟื้นตัวแบบกระจุกตัว (K-shape) ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยผลประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ แต่ไม่กระจายลงไปถึงระดับฐานราก ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังอยู่ในระดับสูงที่ 85.9% ถือว่าสูงสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
สำหรับแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ยังมาจากภาคส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก คาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 17.7% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.5 ล้านคน โดยเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 2.5-3 ล้านคนต่อเดือน แต่หากจำนวนลดลงมาอยู่ที่ 31.5-32 ล้านคน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับจำกัด โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลงทุก 500,000 คน จะกระทบ GDP 0.1-0.2%
นอกจากนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเขตส่งเสริมการลงทุน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะเป็นอีกแรงส่งสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสมีวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศช่วงฤดูท่องเที่ยว
ด้านเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.8% ซึ่งยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่เป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อและต้นทุนของภาคธุรกิจมากนัก รวมทั้งรัฐบาลมีแผนให้เงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 75,000 ล้านบาท
ขณะที่ราคาน้ำมันดูไบ ซึ่งไทยใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงหลักคาดว่าอยู่ที่ 90-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ตลาดมีความกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ศูนย์พยากรณ์ฯประเมินกรอบความเสี่ยงของราคาน้ำมันไว้ที่ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดูไบปีนี้ยังไม่เคยทะลุระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือ การบริหารจัดการราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล หากกองทุนน้ำมันดูแลราคาให้อยู่ในกรอบ 40-45 บาทต่อลิตรได้ จะช่วยจำกัดแรงกระแทกต่อต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพ และทำให้เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะหดตัวต่ำกว่า 1.8%
ทั้งนี้ แม้จะปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะการเจรจา ART หรือมาตรา 301 ของสหรัฐ หากอัตราภาษีสินค้าส่งออกไทยอยู่ในกรอบ 10-19% จะไม่กระทบต่อภาคส่งออกมากนัก แต่หากปรับขึ้นเป็น 30-39% อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบและ GDP ลดลง 0.3% และการเลือกตั้งสหรัฐฯในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2570 ประเมินว่ามีโอกาสขยายตัวในกรอบ 2.5-3% โดยมีแรงส่งจากการลงทุน โดยเฉพาะคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่างปี 2567-2569 โดยมีจีนและสิงคโปร์เป็นกลุ่มประเทศสำคัญที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการส่งออกไทยไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 5-10% หรือเฉลี่ยประมาณ 7.5% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ 32-35 ล้านคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

