FETCOชงรัฐ 10 ข้อ ปลุกตลาดทุน-ลดพึ่งต่างชาติ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เสนอ “10 Big Wins สำหรับตลาดทุนไทย” ระบุว่า หากไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิม โอกาสที่จะเพิ่มการเติบโตให้สูงกว่าระดับ 2% ต่อปีคงเป็นไปได้ยาก โดยการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ไทยอาจต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศมากเกินไป ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และอาจเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันไทยมีเงินออมในประเทศ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการลงทุนเป็น 30% ของ GDP จึงเกิดช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน 5% ของ GDP
นายไพบูลย์ ระบุว่า เพื่อให้แผนการลงทุนของรัฐบาลเกิดขึ้นได้จริงและมีความยั่งยืน รัฐบาลควรดำเนินนโยบาย 2 ด้านควบคู่กัน คือ เพิ่มเงินออมภายในประเทศ และรักษาเงินออมของคนไทยให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างตลาดทุนไทยให้เข้มแข็ง เพราะตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการระดมเงินออมและจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพ จึงขอเสนอ “10 Big Wins สำหรับตลาดทุนไทย” ที่รัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ได้แก่
1.ยกระดับ Thailand Individual Savings Account หรือ TISA ให้เป็นนโยบายการออมหลักของประเทศ
2.ให้สิทธิประโยชน์แก่คนไทยที่นำเงินลงทุนในต่างประเทศกลับมา
3.แก้ไขกฎหมายทรัสต์เพื่อสนับสนุน Family Office ให้รองรับการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง Family Office หากไทยเป็นศูนย์กลางบริหารความมั่งคั่งของภูมิภาค เงินส่วนหนึ่งที่นำมาบริหารในประเทศมีแนวโน้มถูกลงทุนในสินทรัพย์ไทย
4.แก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนให้รองรับ Dual-Class Shares เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจนวัตกรรมยังรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางธุรกิจ ควบคู่กับกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้น เพื่อเพิ่มความสามารถการดึงดูดบริษัทแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียน
5.เปิดทางให้สมาคมการค้าลงทุนในตลาดทุน โดยแก้ไขกฎหมายให้สมาคมการค้าสามารถนำเงินสำรองส่วนเกินที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาลงทุนในตลาดทุน เพื่อเพิ่มฐานนักลงทุนระยะยาว
6.ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ประชาชน ลดภาระทางการคลังจากสังคมสูงวัย และเพิ่มเงินออมระยะยาวให้ประเทศ
7.สร้างระบบนิเวศผู้ลงทุนให้ครบวงจร โดยตลาดทุนต้องมีผู้ลงทุนรองรับธุรกิจในทุกช่วงการเติบโต ไปจนถึงตลาดหนี้ด้อยคุณภาพสำหรับการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ ซึ่งปัจจุบันตลาดเหล่านี้ของไทยยังมีขนาดเล็ก จึงควรพัฒนาฐานผู้ลงทุนให้ลึกและหลากหลายขึ้น
8.จัดตั้งหน่วยงาน SME Credit Scoring เพื่อช่วย SMEs ที่เข้าไม่ถึงเงินทุนจากข้อจำกัดด้านข้อมูลทางการเงินหรือหลักประกัน โดยควรมีหน่วยงานกลางนำข้อมูลหลายประเภทมาจัดทำ SME Credit Scoring อย่างเป็นระบบ เพื่อลดความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล
9.ยกระดับ KYC และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสกัดกั้นเงินผิดกฎหมาย โดยหน่วยงานควรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรม การฟอกเงิน หรือธุรกิจสีเทา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ KYC และป้องกันเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดทุน
10.จัดตั้งแผนกคดีตลาดทุนในศาลอาญา เนื่องจากคดีตลาดทุนมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน โดยเสนอให้จัดตั้งแผนกคดีตลาดทุนในศาลอาญา พร้อมพัฒนาผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้การพิจารณาคดีรวดเร็วและมีมาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
“ข้อเสนอทั้ง 10 ด้านมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดทุนที่มีสภาพคล่องระยะยาวเพียงพอ มีโครงสร้างพื้นฐานและกฎเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ และมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ตลาดทุนทำหน้าที่ระดมเงินออมและจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายไพบูลย์ กล่าว

