ครม.ไฟเขียวปรับแก้กม. ยกระดับตลาดทุน-เพิ่มอำนาจก.ล.ต.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายสำคัญด้านตลาดทุนจำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับพัฒนาการของตลาดทุนและระบบการเงินในปัจจุบัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ร่างกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวที่ได้รับความเห็นขอบ ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และกลไกการกำกับดูแลตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ,2.ร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้รองรับพัฒนาการของผลิตภัณฑ์และธุรกรรมทางการเงิน
3.ร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและการดำเนินธุรกรรมในรูปแบบทรัสต์ ให้มีความเหมาะสมและสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน และ 4.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาดและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“กฎหมาย 4 ฉบับนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้องกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การยกระดับการกำกับ โดยให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำคดีร่วมกับพนักงานสอบสวนได้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐาน นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับให้ตลาดทุนไทยมีความทันสมัยมากขึ้น”นายเอกนิติ กล่าว
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดทุน ให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของประเทศ ตลาดทุนถือเป็นช่องทางระดมทุนของภาคธุรกิจและเป็นทางเลือกในการออมและลงทุนของประชาชน ดังนั้น ครม.จึงมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอปรับปรุงกฎหมายรองรับการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดทุน สร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้การปรับปรุงร่างกฎหมายตลาดทุนชุดนี้ ช่วยยกระดับตลาดทุนไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพและความทันสมัยของตลาดทุน ให้รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น 2.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ผ่านการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการระดมทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (ผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดรองและองค์กรที่เกี่ยวเนื่อง ผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน) ซึ่งช่วยวางรากฐานตลาดทุนไทยให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

