ครม.เด้งเลขาฯสมช. สังเวยไฟใต้ นั่งปลัดสำนักนายกฯ

ครม.เด้งเลขาฯสมช.
สังเวยไฟใต้
นั่งปลัดสำนักนายกฯ
นายกฯยาหอมทำงานดี
ทาบเสธ.ทบ.ดูแลแทน
เหตุร้ายในพื้นที่ยังแรง
ครม.มีมติ โยก “ฉัตรชัย” จากเลขาฯสมช. ไปนั่งปลัดสปน. ดึง “พล.อ.ชัยพฤกษ์” ทำหน้าที่แทน“อนุทิน”แจงเลือกคนเหมาะกับงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะที่“กิติภณ” ขยับเป็น ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่ส่วนสถานการณ์ใต้ยังไม่สงบ คนร้ายลอบวางระเบิดและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อใน อ.มายอ จ.ปัตตานี มีการยิงปะทะ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.43 “นายกฯ” เรียกหน่วยงานความมั่นคงหารือสถานการณ์ใต้ต่อเนื่อง “วันนอร์”ลั่นทุกฝ่ายควรไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับ“การข่าว”ต้องปรับปรุง ผบ.ตร.สั่งปรับแผนยุทธวิธีเชิงรุก ยืนยันหน่วยข่าวกรองเจ้าหน้าที่ไม่ได้บกพร่อง
จากกรณีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดแสวงเครื่องและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) สาขาตาแบ๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับเหตุและตรวจสอบพื้นที่ ก่อนเกิดการปะทะกับกลุ่มคนร้าย เมื่อเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบหยดเลือดและปลอกกระสุน ตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว
ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยตั้งจุดตรวจและจุดสกัดกั้นในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอัฟดอล (สงวนนามสกุล) และ นายอาริส (สงวนนามสกุล) ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
คุมตัว2ผู้ต้องสงสัยส่งศูนย์ซักถาม
ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย ส่งไปยังศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และขยายผลถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การคุ้มครองสิทธิ และหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ถูกควบคุมตัวยังคงได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานและขยายผล เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์และนำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้ประชาชน
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย หรือพบความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน.หมายเลข1341 หรือแจ้งหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24ชั่วโมง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายกฯเรียกถกหน่วยความมั่นคง
เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 25ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์หลังมีการก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่นายกฯเรียกประชุมติดตามสถานการณ์ฝ่ายความมั่นคงแล้ว
โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปิยะศิริวัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วม
ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ
นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลาในวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องว่า ยังปกติ ยังไม่เลื่อนเมื่อถามว่า เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดถี่ ทาง ครม.มีความกังวลหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ต้องรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เลื่อนเมื่อถามอีกว่า การประชุม ครม.วันนี้มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เห็นเดี๋ยวขึ้นประชุมครม.ก็น่าจะมีความชัดเจน
‘วันนอร์’ระบุทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อทบทวนสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหามาตรการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงเช้าก่อนการประชุมครม. ว่า ได้ข้อสรุปว่าต้องมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคราชการในพื้นที่คือกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งวิธีการป้องกันเดิมของเราอาจจะใช้ได้ แต่ควรหามาตรการใหม่ๆ รวมถึงเครื่องมือมาเป็นตัวช่วย
โดยที่ผ่านมาการบูรณาการยังไม่แน่นพอ ต่างคนต่างทำ และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปบ้าง เช่น กำลังของผู้ก่อความไม่สงบมีไม่มาก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราไม่ควรประมาท ควรประเมินสถานการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริง พร้อมย้ำว่าต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ถ้าหากความมั่นคงไม่เกิดขึ้น การลงทุนและการท่องเที่ยวก็ไม่เกิดเช่นกัน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะแย่ ดังนั้นต้องช่วยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าจะเน้นเรื่องการบูรณาการการทำงาน เรื่องความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด
ชี้เกิดจากหลายสาเหตุ
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ได้สอบถามหรือไม่ว่าเกิดจากปัญหาอะไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เกิดจากหลายสาเหตุ เดากันไปถูกบ้างผิดบ้าง เช่น เดาว่าเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติมีความขัดแย้งกัน ทำให้เกิดปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งตนมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะนักการเมืองทุกคนต้องดูแลประชาชน อะไรที่กระทบกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน หรือ อบต.ถูกเผา ใครไปทำเรื่องนี้ถือว่าทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะทุกคนอยากได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ดังนั้นเขาก็ต้องดูแลประชาชนอย่างดี จึงเป็นการเดาผิดเดาถูกกันบ้าง จึงมองว่าควรตรวจสอบให้ครบถ้วน
เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองเลยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ได้ เพียงแต่ให้ตรวจสอบให้ถูกต้อง ไม่ควรคิดเอาเอง นักการเมืองก็ไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลหรือให้ความเห็น และมองว่าเราต้องให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ตอนนี้ประชาชนไม่กล้าพูดแล้ว เพราะถ้าพูดในทางตรงกันข้ามกับฝ่ายความมั่นคงก็จะกลายเป็นผู้ร้าย เป็นฝ่ายสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบ
ควรใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
นายวันมูหะมัดนอร์ ยังย้ำว่า ควรใช้หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาในพื้นที่ เราไม่ดำเนินการตามนี้ก็จะไม่เกิดการพัฒนา เนื่องจากไม่ปลอดภัย และควรเข้าถึงปัญหาจริงๆ ไม่ใช่คาดเดา เพราะสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เหมือนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเป็นลักษณะการสู้รบกับองค์กรลับ สถานการณ์ไม่เหมือนกันหากเราเอาคนที่ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงปัญหา จะแก้ปัญหาลำบากพร้อมกันนี้ ยอมรับว่า สถานการณ์ใต้ในขณะนี้ การข่าวบกพร่องก็ถือว่ามีส่วน แต่ต้องเห็นใจคนทำงานเพราะคนจ้องจะก่อเหตุ ทำเมื่อเราเผลอ คนป้องกันก็ต้องมีเวลาเผลอบ้าง เช่น การเผา อบต. ไม่ได้มีการปิดสถานที่ ไม่มีคนเฝ้า บางแห่งไม่มีกล้องวงจรปิด ผู้ก่อเหตุก็จะดูว่ามีจุดบอดตรงไหนก็จะทำตรงนั้น ตนเห็นใจทุกฝ่าย แต่เราไม่ควรทะเลาะกันเอง มองฝ่ายต่างๆเป็นฝ่ายตรงข้าม อยากให้ร่วมมือกันทำงาน และขอย้ำว่าต้องไว้ใจกัน
เปิดโอกาสบีอาร์เอ็นเจรจา
เมื่อถามว่าการกระทำของกลุ่มบีอาร์เอ็นใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า แน่นอน เป็นงานของเขา แต่หากเขาอยากคุยเราก็ต้องเปิดโอกาส ซึ่งต้องพูดคุยบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญไทย หากมีความมุ่งมั่นที่จะให้พื้นที่สงบสุขสามารถพูดคุยได้
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ หลังเจ้าหน้าที่รัฐใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น มองว่าจะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้นหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า อาจจะมีส่วน ซึ่งเราต้องทำให้ตัวเองมั่นคงและแข็งแรง ในการป้องกันพื้นที่และดูแลประชาชน รวมถึงจับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย ค้าของเถื่อน ยาเสพติด อยากให้เดินอย่างเต็มที่แต่ขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาชน การเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ รวมถึงนักวิชาการ และที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานเต็มที่ในเรื่องความมั่นคง เพราะมีกำลังประจำถิ่น ถึงเวลาต้องมาผนึกกำลังกัน อย่าไปคิดว่าฉันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งคนเดียว ถ้าร่วมมือกันก็จะมีพลัง
บางส่วนหนีไปมาเลเซีย
นายวันมูหะมัดนอร์ ยอมรับว่า มีผู้ก่อเหตุบางส่วนหนีไปฝั่งมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือ ขอให้เราส่งข้อมูลไป เพราะทางเขาก็อยากให้เกิดความสงบ เนื่องจากหากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สงบก็กระทบมาเลเซียด้วย และไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงจนมีภัยแทรกซ้อนจากภายนอก เพราะปัจจุบันก็วุ่นวายเรื่องสงครามภูมิภาคเข้ามาแทรกแซง ถ้าเราไม่แข็งแรงเมื่อไหร่ ประเทศที่สามก็จะเข้ามาแทรกแซง ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯ ยังย้ำถึงความร่วมมือ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ประเมินให้ถูกต้อง ไปหาวิธีแก้ปัญหาโดยร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งตนมองว่าแนวโน้มน่าจะไปในทางที่ดี และการประชุม ครม. สัญจรในรอบนี้ ก็จะหารือสถานการณ์ชายแดนใต้ด้วย ทุกคนต้องร่วมมือกันไม่มีใครเป็นพระเอก ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ เหตุเกิดครั้งเดียวกว่า 50 จุด ส่วนกองทัพก็ให้ทำหน้าที่ไปแต่ต้องฟังคนอื่นด้วย เพราะทำงานด้วยกัน
คาดคุยสันติสุขปลายก.ย.
สำหรับการพูดคุยสันติสุขนั้น ทางนายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แจ้งว่า อาจจะพูดคุยให้เร็วขึ้น แต่ก่อนการพูดคุยบนโต๊ะ ควรมีการพูดคุยระดับเทคนิคก่อน 1-2 รอบ คาดว่าจะเป็นปลายเดือน ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้รู้สาเหตุการก่อเหตุ เพราะเรื่องนี้จะใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ส่วนจะแก้ได้อย่างไร ก็มาพิจารณากัน
เมื่อถามว่านายกฯ ได้พูดถึงการประเมินการวัดผลการทำงานโดยใช้ KPI กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือไม่ เพื่อทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นรูปธรรมเร็ว นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็แน่นอน ไม่ว่าจะไปวัด KPI ตรงไหนก็มีปัญหา แต่ต่อไป KPI ต้องดีขึ้น
เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ไม่คืบหน้าไม่ดีขึ้นจะส่งผลอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายกฯ ก็ต้องพิจารณา เนื่องจากเป็นหัวหน้ารัฐบาล ว่าเกิดจากอะไรแน่ ส่วนใครจะเกียร์ว่างหรือไม่นั้น ตนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากพูดถึงเรื่องที่จะเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดความสำเร็จให้ได้
ผบ.ตร,ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือเข้มข้น
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาคมข่าวกรอง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตามทางกลุ่มผู้ก่อเหตุก็มีการข่าวของตนเองเช่นกัน และมักอาศัยช่องโหว่ด้านเวลาและโอกาสในการลงมือเพื่อแสดงศักยภาพ
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่มีรายงานว่ารัฐบาลได้รับข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามากว่า 2 เดือนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกันและมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ก่อเหตุมักเลือกใช้ช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงในการลงมือ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใย พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่
ยันประสิทธิภาพการข่าวไม่ได้ลดลง
ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ประสิทธิภาพด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่มีความท้าทายสูง โดยหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเน้นการปฏิบัติการเชิงรุก มากกว่าการเดินตามเกมของผู้ก่อเหตุ โดยมีมาตรการสำคัญ บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าและสถานีบริการน้ำมัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยล่วงหน้าอุดช่องโหว่ช่วงสับเปลี่ยนกำลังนำเทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดเข้ามาช่วยเสริมการเฝ้าระวัง
เมื่อถามถึงความคืบหน้าด้านคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือพิเศษในการพิสูจน์ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งหลักฐานทางชีวภาพ ภาพถ่าย และประวัติอาชญากรรม เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดตัวตนหรือหาช่องทางหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว
‘กิติภณ’นั่งผอ.ข่าวกรอง
ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนาย ฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ สขช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
‘ฉัตรชัย’รู้ล่วงหน้าพ้นเก้าอี้
รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม. แจ้งว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายวันนี้ มีการอนุมัติเห็นชอบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้นั้น ซึ่งปกติแล้วเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่จะต้องเข้าประชุม ครม. ทุกครั้ง เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ครั้งนี้นายฉัตรชัย ไม่ได้เข้าประชุม และได้ยื่นใบลาประชุมไว้ก่อนแล้ว
ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายฉัตรชัย เพิ่งเข้าร่วมประชุมหน่วยงานความมั่นคงกับนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ มีรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ได้มีการแจ้งนายฉัตรชัยล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกฯ
‘พล.อ.ชัยพฤกษ์’ยินดีตำแหน่งใหม่
รายงานข่าวแจ้งว่า บุคคลที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯ ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่แทนนายฉัตรชัย คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก โดยมีการพูดคุยผ่าน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ซึ่งเจ้าตัวยินดี และน้อมรับที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้โดยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด
หลังจากนี้ จะมีการประชุม สมช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้ว จึงจะนำมติที่ประชุม สมช. เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
‘อนุทิน’แจงเลือกคนเหมาะกับงาน
นายอนุทิน ตอบคำถามกรณีการทาบทามพล.อ. ชัยพฤกษ์ ให้มานั่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. แทนนายฉัตรชัย เพื่อมาดูเรื่องสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายคนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร
เมื่อถามว่าได้ทาบทามขอตัวพล.อ. ชัยพฤกษ์ จากพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม
เมื่อถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี ” พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

