กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยต่อยอดตลาด GI ไทยในจีน บุกปักกิ่ง เชื่อมคู่ค้า ขยายช่องทางจำหน่ายแดนมังกร

เมื่อวันที่ 21 - 22 กันยายน 2569 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายโอกาสสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ไทยในตลาดจีนนำผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ณ ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรสำคัญทางตอนเหนือของจีน 2 แห่ง คาดสร้างมูลค่าการซื้อขายสินค้า GI ภายใน 1 ปีไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท พร้อมศึกษารูปแบบการค้าและระบบกระจายสินค้า เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI ไทยกับคู่ค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ เดินหน้านโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าและขยายโอกาสให้สินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการนำอัตลักษณ์ คุณภาพ และชื่อเสียงของสินค้า GI ไทยที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตมาต่อยอดเป็นมูลค่าและโอกาสทางการค้า พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการประชาสัมพันธ์สินค้า การสร้างเครือข่ายคู่ค้า และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เงื่อนไขการค้าและความต้องการของตลาด
โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างประเทศจีน โดยล่าสุด กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ ทางตอนเหนือของจีน 2 แห่ง ได้แก่ ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย ซึ่งตลาดดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ มีโครงข่ายการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปยังพื้นที่โดยรอบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้สินค้า GI ไทยสามารถขยายตลาดและเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ กรมฯ และ สสว. ได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI 6 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ
มีความโดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งผลิต ทั้งด้านลักษณะเฉพาะ คุณภาพ และรสชาติ ทั้งยังสามารถจำหน่าย
ในรูปแบบผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างหลากหลาย การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้จึงมุ่งยกระดับศักยภาพทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอสินค้าและเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าโดยตรง พร้อมสำรวจตลาด รับทราบความต้องการของผู้ซื้อ รูปแบบการค้า ตลอดจนเรียนรู้ระบบบริหารจัดการตลาดและโลจิสติกส์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนการตลาดและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับโอกาสทางการค้าในจีนได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในการเยือนตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำคณะผู้ประกอบการ GI พบหารือกับ Mr. Gu Zhaoxue รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ถึงแนวทางและโอกาสในการนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาด พร้อมศึกษาระบบบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด

ซึ่งตลาดซินฟาตี้ถือเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดค้าปลีก ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงปักกิ่งและพื้นที่โดยรอบ มีปริมาณการซื้อขายสินค้าเกษตรสูงถึง 17.49 ล้านตันต่อปี มูลค่ากว่า 131,900 ล้านหยวน (ประมาณ 654,000 ล้านบาท) สะท้อนถึงศักยภาพและบทบาทของตลาดแห่งนี้ในห่วงโซ่การค้าและกระจายสินค้าเกษตรในพื้นที่นี้ โดยผู้ประกอบการ GI ไทยได้ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้จัดจำหน่ายในจีน เพื่อนำเสนอจุดเด่นของสินค้าและเจรจาโอกาสทางการค้าโดยตรง
จากนั้น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ณ ตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย์ โดยพบกับ Mr. Yang Jianfei รองประธานกลุ่มบริษัท Shouheng Agricultural By-products Industry Group และ Mr. Ma Yilong รองผู้จัดการฝ่ายบริหารสมาคม กลุ่มบริษัท Shouheng Group เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการนำเข้าสินค้า GI ไทย ระบบการกระจายสินค้า และความต้องการของตลาดในพื้นที่จีนตอนเหนือ โดยตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน เป็นตลาดค้าส่งและศูนย์กระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง มีเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 13 มณฑลในพื้นที่ตอนเหนือของจีน และมีผู้ประกอบการในตลาดประมาณ 8,700 ราย ครอบคลุมสินค้ากว่า 400 ประเภท ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทย
ได้เรียนรู้ช่องทางการกระจายสินค้าและความต้องการของตลาด พร้อมเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในพื้นที่ เพื่อนำเสนอศักยภาพของสินค้า GI ไทยและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าร่วมกันในอนาคต
นอกจากนี้ กิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายสินค้า GI ภายใน 1 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดและเชื่อมโยงสินค้า GI ไทยกับคู่ค้าในจีน ต่อเนื่องจากการที่กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับ

ผู้นำเข้าจีน ณ ตลาดฮุยจ่าน นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการลงนาม MOU ซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษไปแล้วกว่า 500 ตัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้มองเห็นสภาพตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ และช่องทางการกระจายสินค้าในพื้นที่จริง ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนทำตลาดในจีนได้อย่างเหมาะสม โดยกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้า และสนับสนุนการนำจุดเด่นของสินค้าแต่ละพื้นที่ไปนำเสนอให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อขายและต่อยอดธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

