โกงสอบไม่มีมวยล้ม หนูการันตี ชี้ไร้แรงกดดันปชช. หลังส่งฟ้องคดีไม่ทัน จับอีกรายเรียกรับเงิน

โกงสอบไม่มีมวยล้ม
หนูการันตี
ชี้ไร้แรงกดดันปชช.
หลังส่งฟ้องคดีไม่ทัน
จับอีกรายเรียกรับเงิน
นายกฯอนุทิน ไม่ห่วงมวยล้มต้มคนดู หลัง 3 ตัวเป้งโกงสอบพ้นคุก เพราะ ป.ป.ช.ส่งฟ้องไม่ทัน ยันไม่มีใครไปกดดันป.ป.ช.ได้ ฝ่าย “วรศิษฎ์” ยันมท.ทำเต็มที่ทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ตำรวจ ปปป.ขยายผลรวบนายกอบต.นครนายก เครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น พบมีรายชื่อเด็กฝาก1,738 คน รวมยอดเสียหาย 155 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ผู้สื่อข่าว ความคืบหน้าคดีทุจริตและการเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันบุคคลเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังล่าสุดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ปล่อยตัว นายวิน (สงวนนามสกุล) หรือ “ดร.วิน”, จ.ส.ต.พิชิต (สงวนนามสกุล) หรือ “จ่าพิชิต” และ น.ส.ศตพร (สงวนนามสกุล) พ้นการควบคุมตัว หลังถูกฝากขังครบกำหนด 7 ครั้ง รวม 84 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการสูงสุดไม่ทันตามกรอบเวลา
นักข่าวไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.ว่างานนี้จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู ซึ่งนายกฯอนุทิน กล่าวว่า ว่า ป.ป.ช. จะเป็นมวยล้มได้อย่างไร ตนไม่เชื่อ เพราะป.ป.ช.ทำงานภายใต้กฎหมายของเขา ไม่มีใครไปกดดันหรือมีอิทธิพลเหนือ ป.ป.ช.ได้ การดำเนินการต่างๆก็เป็นไปตามกฎหมาย ในส่วนของรัฐบาลเอง เราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เราจับกุมคนที่เกี่ยวข้องมาตั้งหลายคน
เมื่อถามว่ามองว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “อธิบายได้หมดทุกเรื่อง เรื่องที่เกี่ยวกับป.ป.ช.ก็ต้องไปถามป.ป.ช.เอง เพราะรัฐบาลไม่สามารถตอบแทนป.ป.ช.ได้ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเราทำงานร่วมกันแต่จะไปตอบคำถามแทนกันไม่ได้”
ตอบแทนปปช.ไม่ได้
ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในข้อกฎหมาย มีหลักเกณฑ์การฝากขังว่าฝากขังได้กี่ผลัด แต่เงื่อนไขของเรื่องนี้คือปริมาณของคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ระดับหลายพันถึงหมื่นคน ทำให้ ป.ป.ช. อาจต้องใช้เวลาในการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานก่อนที่จะมีการสั่งฟ้อง ทั้งนี้การไม่ได้ส่งฟ้องไม่ได้หมายความว่าคดีนี้จบ เพราะเมื่อ ป.ป.ช. รวบรวมพยานหลักฐาน และส่งฟ้อง คดีนี้ก็เดินต่ออยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดว่าทำไมถึงส่งฟ้องไม่ทันนั้นตนก็ไม่ทราบ
เมื่อถามว่าการทิ้งระยะเวลาให้ทอดยาวออกไปจะทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานจะยิ่งทำได้ยากขึ้นหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องถาม ป.ป.ช. เพราะผู้ที่เป็นคนรวบรวมพยานหลักฐาน คือ ป.ป.ช. เราไม่ก้าวล่วงการทำงานของ ป.ป.ช. อยู่แล้ว เพราะถือเป็นองค์กรอิสระ
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีออกนอกประเทศเหมือนก่อนหน้านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนให้คำตอบไม่ได้ ก็คงต้องดูในกระบวนการ แต่ขอย้ำว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้ เราก็ทำไปหมดแล้ว ตั้งแต่การเพิกถอนรายชื่อคนที่มีการแก้คะแนน และความคืบหน้าล่าสุดตอนนี้ กำลังเร่งบรรจุคนที่สอบได้ด้วยตนเองกลับเข้าไปในระบบให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนไม่เกินวันที่ 20 ตุลาคม
บชก.ยันทำเต็มที่แล้ว
รายงานข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ได้ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นตามกรอบระยะเวลา 30 วัน พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดไปยัง ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ต้องหารายอื่นๆในกรณีเดียวกัน
สำหรับกรณีการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เป็นผลมาจากระยะเวลาควบคุมตัวฝากขังครบกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งตำรวจหมดอำนาจในการควบคุมตัว เว้นแต่จะมีคดีใหม่เกิดขึ้น แต่หากผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีในภายหลัง ป.ป.ช.ก็จะส่งเรื่องประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อ
เดินหน้าจับผู้ต้องหา
ขณะเดียวกัน ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ( บก.ปปป.) ยังคงเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ได้นำหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เข้าจับกุมตัว นางภาณี (สงวนนามสกุล) หรือ ปลัดอร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่ายสายเรียกรับเงินอีก 1 สาย ในห้องทำงาน โดยได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจาก กรณีผู้เสียหายถูกชักชวนและเรียกรับเงินจำนวน 350,000 บาท เพื่อแลกกับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกรวบรวมส่งต่อไปยังนางภาณี
สำหรับการสอบสวนขยายผลเครือข่ายทุจริตสอบท้องถิ่นพบว่า มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มของ “ดร.วิน” และ “จ่าพิชิต” ทำหน้าที่ในส่วนของการรับแฟลชไดร์ฟรายชื่อและปรับแก้ไขคะแนนหรือคำตอบ
ขณะที่อีกกลุ่มเป็นสายวิ่งเต้นเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบโดยตรง ซึ่งมีผู้บริหารท้องถิ่นและนายหน้าเข้าร่วมขบวนการ โดยพนักงานสอบสวนจะเร่งสรุปสำนวนในส่วนของผู้ต้องหาที่จับกุมเพิ่มใหม่ภายในกรอบเวลา 30 วัน เพื่อนำส่งไปรวมดำเนินการกับ ป.ป.ช. ต่อไป
ขยายผลสอบนายกอร
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการ พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.ปปป. , พ.ต.อ.อภิชาต โพธิจันทร์ รอง ผบก.ปปป. รรทฯ ผกก.5 บก.ปปป. นำกำลังจับกุม นางภาณี หรือนายกอร อายุ 63 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ จ.นครนายก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ จ.87/2569 ลงวันที่ 7 ต.ค. 2569 ข้อหา “เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ” โดยจับกุมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ ต.บ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากเดือนมกราคม 2567 นายอานนท์ ผู้เสียหายถูกขบวนการดังกล่าว ชักชวนให้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยอ้างว่าสามารถฝากบุคคลเข้ารับการบรรจุได้ผ่าน นายยศภัสห์หรือ“เสี่ยน้อย”และเรียกรับเงินจำนวน 350,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ
ต่อมาผู้เสียหายได้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ ปรากฏว่าสอบได้ลำดับที่ 1 และได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติงานที่เทศบาลเมืองพัทลุง แต่ภายหลังถูกยกเลิกการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และพ้นจากตำแหน่ง ตามประกาศคณะกรรมการกลาง การสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569
อึ้งเด็กฝากเกือบ2พันคน
ภายหลังผู้เสียหายทราบว่าเงินจำนวน 350,000 บาท ที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการนั้น ได้ถูกรวบรวมส่งต่อให้แก่นางภาณี หรือ “นายกอร” ผู้ต้องหารายนี้ แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
จากนั้นพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายประวิทย์ หรือ “เสี่ยเฮง” ซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการดังกล่าวว่า ตนเป็นผู้แนะนำให้นายยศภัสห์ ติดต่อหาบุคคลที่สนใจสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และพาไปรู้จักกับกลุ่มของนายอิทธิพล หรือ “วิคเตอร์” และนายอนุรักษ์ หรือ “ต่อ” อดีตเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งทั้ง 2 รายถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า มีการส่งรายชื่อบุคคลที่ประสงค์จะสอบเข้ารับราชการจำนวน 1,738 รายชื่อ โดยมีการตกลงวางเงินมัดจำจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งนายยศภัสห์ ได้จ่ายเงินให้แก่กลุ่มนายอิทธิพล และนายอนุรักษ์ เมื่อวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม 2568 รวมจำนวน 20 ล้านบาท ต่อมานายยศภัสห์ เกิดความไม่เชื่อมั่นว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวจะสามารถดำเนินการให้ผู้สมัครสอบได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้จริง จึงเปลี่ยนไปติดต่อและจ่ายเงินให้แก่ นางภาณี หรือนายกอร ซึ่งรู้จักกันมานานกว่า 20 ปี จำนวน 80 ล้านบาท รวมเป็นเงินตามข้อตกลงเดิมทั้งสิ้น 100 ล้านบาท
สอบผ่านแค่108ราย
ต่อมาภายหลังประกาศผลสอบ ปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านเพียง 108 ราย จากรายชื่อที่ส่งไปทั้งหมด 1,738 รายชื่อ นางภาณี จึงติดต่อแจ้งนายยศภัสห์ ให้หักลบเงินส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบไม่ผ่านออกจากยอดเงินดังกล่าว และนำไปดำเนินการกับการสอบแข่งขันในพื้นที่ภาคใต้แทน นายยศภัสห์ จึงรวบรวมรายชื่อ ผู้ประสงค์จะให้มีการช่วยเหลือในการสอบแข่งขันในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 602 รายชื่อ และรวบรวมเงินจากนายหน้าสายภาคใต้ส่งมอบให้ นางภาณี เพิ่มเติมอีกจำนวน 30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569
ต่อมา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 มีการประกาศผลการสอบแข่งขันรอบสุดท้าย ซึ่งประกอบด้วยภาค ก. ภาค ข. และภาค ค. ปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านในกลุ่มรายชื่อสายภาคใต้จำนวน 577 ราย นางภาณี จึงติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือจาก นายยศภัสห์ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการส่งมอบเงินเพิ่มเติมอีก 5 ครั้ง ได้แก่ 6 ล้านบาท, 4 ล้านบาท , 5 ล้านบาท , 7 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท รวมจำนวน 25 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดเงินที่นายยศภัสห์ จ่ายให้แก่กลุ่มของ นางภาณีรวมทั้งสิ้น 155 ล้านบาท
กมธ.เชื่อไม่ซ้ำรอยเดิม
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ จาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีที่มีการปล่อยตัว3ผู้ต้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่นว่า มีการจับกุมตัวและฝากขังเมื่อกลางเดือนก.ค.69ที่ผ่านมา โดยกฎหมายสามารถฝากขังสูงสุดได้ 7ผลัดๆละ12วันรวมเป็น 84 วันซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ประธานกรรมาธิการป.ป.ช.กล่าวว่าในที่ประชุมกรรมาธิการฯผู้แทนจากป.ป.ช.ชี้แจงว่ากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวผู้ต้องหา 3รายมาให้ทาง ป.ป.ช.ไต่สวนก็มีเวลาน้อย ให้แค่ 3 ผลัดเท่านั้นโดยปกติการไต่สวนของ ป.ป.ช.ใช้เวลานานกว่านั้น และระเบียบของป.ป.ช.ระบุว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งเวลาแค่ 3 ผลัดจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะส่งฟ้องได้ทัน แต่ว่าในความเป็นจริง ในทางคดี ตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป ป.ป.ช.สามารถไต่สวนต่อได้เหมือนเดิม การจับกุมตัวที่ผ่านมาก็ไม่ได้สูญเปล่า ได้หลักฐานทันที และผู้ต้องหาไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานช่วง 84 วันที่ผ่านมา ทำให้ ป.ป.ช.ได้หลักฐานที่สำคัญทั้งหมด
อ้างปปช.มีสายลับตามตัว
เมื่อถามว่า ชาวบ้านสอบถามว่าหากมีการนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ไปเก็บไว้ที่ประเทศไหนก็ได้ ทางป.ป.ช.และตำรวจจะทำอย่างไร หรือทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการติดตามประกบตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไม่ให้หลบหนีอย่างไร นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางกรรมาธิการ ป.ป.ช.ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ ป.ป.ช.และได้สอบถามกระบวนการ โดยทางเลขาธิการป.ป.ช.ได้แจ้งว่า ทางป.ป.ช.มีสายลับที่ติดตามผู้ต้องหาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาสามารถติดตามขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ อยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่า มีข่าวว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการฯ ทาง ป.ป.ช.ยอมรับว่า ก็ลำบาก เพราะไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้หนีออกนอกประเทศ ประธานกรรมาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ถูกต้อง ระบบไต่สวนกับระบบกล่าวหาของตำรวจที่มีอำนาจฝากขัง 84 วัน แต่การไต่สวนในเบื้องต้นใช้เวลานาน กว่าจะรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ทั้งหมดและเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ และมีคำสั่งฟ้อง ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งเป็นช่องว่างทางกฎหมาย
เมื่อถามว่า หากย้อนกลับไปที่ตำรวจผู้ที่จับกุม แล้วทำสำนวนต่อ อาจจะดำเนินการได้เร็วกว่านี้ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า พรป.ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช.เยอะมาก แต่กระบวนการไต่สวนล่าช้า อยากให้ดำเนินการรวดเร็ว ซึ่งหลายคนได้แนะนำ ป.ป.ช.ว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการช่วย
เมื่อถามว่าในที่ประชุมได้มีการพูดถึงประเด็นการดำเนินงานต่อหรือไม่ ประธานกรรมาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ไม่มีการพูดในประเด็นที่จะให้ตำรวจดำเนินการ ซึ่งน่าจะกลัวความลับรั่วไหล และ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ
นายกฯเฮงไม่น่าซ้ำรอย
เมื่อถามว่าสังคมเห็นการปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหา มีคำถามว่า กรณีของนายกฯเฮงและ2เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นชุดที่ 2 กลัวว่าจะถูกปล่อยลอยนวลอีก นายอาสพลธ์ กล่าวว่า กรณีของนายกฯเฮงและ2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทางตำรวจปปป. ได้ส่งสำนวน ไปให้ ป.ป.ช.แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.69 ที่ผ่านมา ส่วนที่มองว่าอาจจะทำสำนวนไม่ทันและอาจจะถูกปล่อยตัวนั้น ไม่เกี่ยว ตำรวจ ปปป.ได้ให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่ได้ฝากขัง แต่กรณีของนายกเฮงและ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 ราย ทางกรรมาธิการฯได้เชิญนายประวิทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมระหว่างนายกฯเฮง นายวิกเตอร์ และนายต่อ
“โดยข้อมูลที่กรรมาธิการฯได้รับจากนายประวิทย์ก็คือ มีการส่งมอบเงินมัดจำครั้งที่ 1 จำนวน 5 ล้านบาท ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ให้กับนายวิเตอร์และนายต่อ ครั้งที่ 2 จำนวน 50 ล้านบาท โดยนายประวิทย์ไปรับเงิน ที่ห้องพักของนายกฯเฮงที่กรุงเทพฯ โดยเอาไปส่งให้นายวิกเตอร์และนายต่อ พร้อมรายชื่อผู้สมัครสอบ 709 ราย ดังนั้น คิดว่ากรณีของนายกฯเฮงและเจ้าหน้าที่ 2 ดีเอสไอการสอบสวนจะไปได้เร็ว เพราะเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวดัง นายต่อได้ติดต่อนายประวิทย์ เพื่อขอโทรศัพท์มือถือที่มีรายละเอียดของการแชทไลน์ แต่นายประวิทย์ไม่ได้ให้เพราะเป็นโทรศัพท์ของหลวง ดังนั้นรายละเอียดของการแชทไลน์ทั้งหมดได้ส่งให้ ดีเอสไอ และตำรวจ ปปป.ไปหมดแล้ว”นายอาสพลธ์ กล่าว
ยึดทรัพย์เพิ่ม 4 ล้านบาท
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ซึ่งมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สินในความผิดมูลฐานในคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในกรณีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก
กรณีดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบ ซึ่งมีพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่ฯ โดยเลขาธิการ ปปง. และคณะกรรมการธุรกรรมเคยมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 108 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท (ตามคำสั่ง ย.190-192/2569)
ในการนี้ สำนักงาน ปปง. สืบสวนขยายผลพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 5 รายการ (เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท (คำสั่ง ย.236/2569)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

