ตร.ยันยังไม่พบเผาไล่ที่ คุมคลองถมเฝ้า24ชม.ป้องกันขโมย ตั้งศูนย์เยียวยากลุ่มผู้ค้า

ผู้ว่าฯกทม.ติดตามความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เร่งเคลียร์โครงสร้างเหล็ก จุดความร้อนสะสม ประสานพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบสาเหตุ 31 ส.ค.นี้ ตั้งจุดวันสต็อปเซอร์วิส บริการผู้ค้าได้รับความเสียหาย ด้าน ผบก.น.6 จัดกำลังเฝ้า 24 ชั่วโมง ปิดถนนวรจักร อีกวัน ยันไม่พบวางเพลิงไล่ที่
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ถนนวรจักร บริเวณเต็นท์อำนวยการ พร้อมกับสำรวจความเสียหายและความคืบหน้าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างพยายามเจาะเข้าพื้นที่ด้านข้าง เพื่อให้สามารถเข้าถึงจุดที่ตรวจพบความร้อนสะสม รวมถึงเร่งจัดการกับคานเหล็กที่ยังพาดขวางอยู่ โดยภาพรวมสถานการณ์ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เบื้องต้นได้เตรียมนำอุปกรณ์เข้ามาตัดคานเหล็กออก เพื่อเปิดทางให้สามารถเข้าถึงจุดความร้อนที่ตรวจพบจากโดรนอินฟราเรดได้อย่างปลอดภัย
ส่วนกรณีที่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้บริเวณร้านเคเอฟซี คาดว่าน่าจะเกิดจากแก๊สกระป๋องไฟฟ้า ที่ปะทุขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับสภาพอากาศ กทม.ได้ตรวจวัดคุณภาพอากาศและกระจายจุดตรวจไปทั่วพื้นที่ กทม.ยืนยันว่าไม่พบค่าที่เป็นอันตราย แม้ว่าช่วงแรกจะพบค่าฝุ่นละอองทั้ง PM2.5 และ PM10 สูงเกินค่าพิกัด แต่ปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่มีอาการป่วยง่ายจากฝุ่น สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไว้ ขณะที่ภาพรวมสภาพอากาศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนอาการของผู้ป่วยเคสสีแดง ล่าสุดสามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และไม่มีอาการที่น่าเป็นห่วง
นายชัชชาติ กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่าขณะนี้มีประชาชนมาลงทะเบียนที่เต็นท์อำนวยการแล้วประมาณ 200 คน โดย กทม.จัดตั้งจุดวันสต็อปเซอร์วิส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความกับตำรวจและแจ้งเรื่องกับกทม.ได้ภายในจุดเดียว
สำหรับเงินเยียวยาความเสียหายด้านการประกอบอาชีพ กทม.มีงบประมาณช่วยเหลือในส่วนนี้ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบและพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นผู้ประกอบการตัวจริง ไม่ใช่ผู้เช่าช่วง เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงขอให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานและนำส่งให้ กทม.ตรวจสอบ
ส่วนการเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบโครงสร้าง นายชัชชาติ กล่าวว่า คาดว่าอุโมงค์ทางเข้าจะสามารถเปิดให้เข้าไปได้ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ หากโครงสร้างมีความมั่นคงเพียงพอ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสามารถปฏิบัติภารกิจในวันเดียวกันนี้แล้วเสร็จ
ด้านความกังวลเรื่องการลักทรัพย์ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เนื่องจากภายในอาคารมีทรัพย์สินและอุปกรณ์บางส่วนที่สามารถใช้งานได้ ขณะนี้ กทม.ยังไม่อนุญาตให้ผู้ค้าเข้าไปเก็บทรัพย์สิน เพราะต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการสวมรอย โดยมีตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่
ในกรณีผู้ประกอบการบางรายมีเอกสารทางธุรกิจถูกเพลิงไหม้เสียหาย นายชัชชาติ กล่าวว่า สามารถใช้พยานบุคคลรอบข้าง เจ้าของอาคาร หรือโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องช่วยยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการตัวจริงได้ เนื่องจากผู้ค้าส่วนใหญ่มักรู้จักกันเป็นอย่างดี และเชื่อว่าเจ้าของศูนย์การค้าฯ ก็น่าจะมีข้อมูลว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบการตัวจริง
ขณะเดียวกัน วงเงินเยียวยาจากกทม.เข้าใจว่าผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณหมื่นกว่าบาท ซึ่งอาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่เจ้าของอาคารได้แจ้งเรื่องการทำประกันภัยไว้แต่อาจต้องหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากประกันภัยมักมีความผูกพันกับเจ้าของที่ดินมากกว่า
ส่วนผู้เสียหายประเภทอื่น เช่น เจ้าของรถยนต์ที่นำรถไปจอดไว้ภายในอาคาร ขอให้รีบไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน แม้กทม.ไม่ได้มีมาตรการเยียวยาส่วนนี้โดยตรงก็ตาม
นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีผู้ประกอบการบางรายได้รับความเสียหายมูลค่าหลักล้านบาท แต่เงินเยียวยาที่ได้รับอยู่ในระดับหลักหมื่นบาทว่า กทม.กำลังหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประสานหาพื้นที่รองรับเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาค้าขายได้อีกครั้ง เบื้องต้นมีพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บริเวณอินเดียเอ็มโพเรียม ที่ยินดีต้อนรับผู้ค้าให้เข้าไปประกอบการ รวมถึงการหาห้องแถวว่างในราคาค่าเช่าที่ไม่สูงมาก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน
สำหรับความปลอดภัยด้านมลพิษบริเวณใกล้กองเพลิง ผู้ที่ปฏิบัติงานหรืออยู่ใกล้กองเพลิงควรสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากอาจมีความเข้มข้นของฝุ่นจากการเผาไหม้ รวมถึงสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs แต่ในภาพรวมภายนอกไม่พบก๊าซพิษแล้ว และอากาศเริ่มกระจายตัวได้ดีขึ้น
ขณะที่การเคลียร์พื้นที่มีการนำเครื่องจักรและทีมงานผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงาน โดยใช้รถที่มีบูมคีบสำหรับตัดโครงสร้างเหล็ก เนื่องจากโครงสร้างเหล็กมีความเหนียวและรถแบ็กโฮทั่วไปไม่สามารถตัดได้ ส่งผลให้ไม่สามารถข้ามผ่านเข้าพื้นที่ด้านในได้
ด้านสถานการณ์การปะทุซ้ำ นายชัชชาติ กล่าวว่า มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก และเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ความห่วงใยหลักคือการดูแลผู้ค้า ทั้งเรื่องทรัพย์สินที่ยังคงอยู่ภายในอาคารและแนวทางช่วยเหลือในอนาคต
ส่วนระบบป้องกันอัคคีภัย เช่น สปริงเกอร์ กทม.จะตรวจสอบอีกครั้งว่าอาคารดังกล่าวมีระบบสปริงเกอร์หรือไม่ และระบบทำงานในช่วงเกิดเหตุหรือไม่ เนื่องจากอาคารเก่าบางแห่งอาจก่อสร้างขึ้นก่อนมีพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร สำหรับกรณีการใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยดับเพลิง กทม.พิจารณาแล้วเห็นว่า กระแสลมจากเฮลิคอปเตอร์อาจทำให้สถานการณ์เพลิงรุนแรงขึ้น รวมถึงอาจสร้างปัญหาด้านฝุ่นควัน จึงไม่ได้เลือกใช้แนวทางดังกล่าว แต่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำโดรนมาใช้ในลักษณะดังกล่าวในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเพลิงและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเป็นอันดับแรก เนื่องจากพื้นชั้น 2 ของอาคารได้ถล่มลงมาทับคานบริเวณชั้นล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่พลาซ่าจำหน่ายสินค้า ส่งผลให้โครงสร้างบางส่วนยังไม่มีความมั่นคง และมีทั้งคาน เสา รวมถึงวัสดุจากอาคารที่พังถล่มลงมากีดขวางการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ อีกทั้งบางส่วนยังเป็นเชื้อเพลิงที่อาจทำให้เกิดการปะทุซ้ำได้ จากนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเคยทำงานร่วมกันในช่วงการรื้อถอนอาคาร สตง.เข้ามาตรวจสอบโครงสร้าง เพื่อประเมินว่าควรเคลียร์พื้นที่หรือตัดโครงสร้างบริเวณใด เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงจุดที่ยังมีไฟคุกรุ่นได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ ได้วางแผนเข้าพื้นที่ ควบคู่กับการจัดทำแผนที่หรือแมปปิ้ง เพื่อระบุตำแหน่งและจุดต้นเพลิง พร้อมรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานจากทุกแหล่ง ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ และข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประกอบการวิเคราะห์เหตุการณ์และหาเส้นทางเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุ คาดว่าจะนำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ในเวลาประมาณ 08.00 น.วันที่ 31 สิงหาคมนี้ หากสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยคาดว่าการควบคุมและดับไฟที่ยังหลงเหลืออยู่อาจใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 วัน ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้เจ้าของอาคารดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้ ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ แม้ว่าปกติจะมีข้อมูลจากเจ้าของอาคารว่าจะมีการตัดกระแสไฟฟ้าหรือสับคัตเอาต์หลักช่วงเวลา 20.00 น.ของทุกวัน แต่เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นช่วงเกือบ 21.00 น.จึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะตรวจสอบข้อมูลช่วงเวลาการปิดระบบไฟฟ้า รวมถึงช่วงเวลาที่ผู้ค้าและบุคคลต่างๆ เข้า-ออกอาคาร เพื่อให้สามารถระบุสาเหตุของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ย้ำว่าการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างอาคารยังไม่มีความมั่นคง และต้องประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่
เบื้องต้นประเมินว่าสถานการณ์เพลิงน่าจะสามารถควบคุมได้ภายใน 1-2 วันนี้ และเมื่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานปฏิบัติงานเสร็จสิ้น รวมถึงจัดการเรื่องไฟเรียบร้อยแล้ว จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้าบริเวณด้านริมที่ได้รับความเสียหายไม่มาก เข้าไปทยอยเก็บทรัพย์สินที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ โดยขอให้ผู้ค้ารอการดำเนินการตามขั้นตอนและเตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม
ด้าน พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 กล่าวภายหลังลงพื้นที่ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ ที่ถูกเพลิงไหม้ ว่า กทม.ประเมินโครงสร้างอาคารยังไม่ปลอดภัย จึงนัดหมายฝ่ายโยธา กทม.ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจพิสูจน์พื้นที่หาสาเหตุอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เวลา 08.00 น.เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการฉวยโอกาสลักทรัพย์ ตำรวจได้จัดกำลังเฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลใดเข้าไปเก็บทรัพย์สิน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากผู้ว่าฯ กทม.นอกจากนี้ในวันที่ 31สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันเปิดเรียน จะขอปิดการจราจรบริเวณถนนวรจักร (หน้าคลองถมฯ) ต่ออีก 1 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสะดวก โดยจัดตำรวจจราจรประจำตามแยกโดยรอบ เช่น ถนนหลวงและถนนเจริญกรุง เพื่อเร่งระบายรถ
พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าวยืนยันว่า ยังไม่พบเบาะแสเรื่องการลอบวางเพลิงไล่ที่ และจากการสอบปากคำผู้เสียหายเกือบ 100 ปาก ก็ไม่มีใครให้ข้อมูลเรื่องความขัดแย้งก่อนเกิดเหตุ ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าเห็นควันพุ่งจากโซนกลาง บริเวณร้านขายเครื่องเสียง ซึ่งพยายามใช้ถังดับเพลิงฉีดแต่ไฟลุกลามเร็วจนเอาไม่อยู่ ทั้งนี้ต้องรอผลตรวจจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

