ประหารโกทร คดีฆ่าสจ.โต้งปราจีน

ศาลอาญา ลงโทษประหาร “โกทร”กับพวก รวม 4 คน คดีฆ่า “สจ.โต้ง ปราจีนฯ” พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหม 801,400 บาท ให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการฝ่ายคดีอาญา5 เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยรวม 8 คน ได้แก่ นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ จำเลยที่ 1 นายศักดิ์สิทธิ์ หรือตูนชินวงษ์ จำเลยที่ 2 นายธนภัทร หรือแนวส่งแสง จำเลยที่ 3 นายอภิสิทธิ์ หรือบาสสดชื่น จำเลยที่ 4 นายสิทธิชัย หรือจิ้มหรือจิ้นศรีภักดี จำเลยที่ 5 นายภัทรนนท์ หรืออ๊อฟบุญชู จำเลยที่ 6 นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทรอดีตนายกอบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข จำเลยที่ 7 และ น.ส.มินช์ญารัศน์ หรือเมย์พชระมารกุล จำเลยที่ 8 ในคดีร่วมกันฆ่า นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้งปราจีนบุรี
ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2567 โดยนายสุนทร หรือโกทรถูกกล่าวหาว่าสั่งให้จำเลยรายอื่นใช้อาวุธปืนยิงนายชัยเมศร์ หรือสจ.โต้งรวม 22 นัด จนเสียชีวิตภายในบ้านพักเลขที่ 21/1 ถนนวัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี บ้านพักของนายสุนทร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เบิกตัวจำเลยทั้ง 8 พบว่านายสุนทร สวมใส่แว่นแต่งกายตามชุดนักโทษของเรือนจำ ตามกฎระเบียบของราชทัณฑ์ นั่งรถเข็นวีลแชร์ โดยมีลูกน้องหนึ่งในจำเลยเป็นผู้เข็นให้ ทันทีที่เข้ามาในห้องพิจารณาคดี นายสุนทร ไม่ได้ใส่เครื่องพันธนาการ ก่อนยกมือไหว้ยิ้มทักทายคนที่มาร่วมรับฟังพิจารณาคดีคาดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักของนายสุนทร
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่าเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ผู้ตายหรือ สจ.โต้ง กับพวกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือนายสุนทร เพื่อพูดคุยสนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกอบจ.ปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียว ก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากชั้น 2 ของบ้าน และพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบและเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิด ผู้ตายเปลี่ยนใจและตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ
พยานเบิกความอีกว่าหลังจากผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่าผู้ตายถูกยิง จึงตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตายให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้นำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และจำลองการยิงในที่เกิดเหตุหลายแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้ ไกล จากระยะการยิง
จากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ศาลสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1, 2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย” ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด
จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของจำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่าตัวการร่วมกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลย 1, 2, 4และ7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้ประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2และ 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อน แล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้าส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง
อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 3, 5 และ 6 จะเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่เขม่าดินปืน ผลของการตรวจสอบดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน
ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้านแชตแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ขณะที่จำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้า ไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1-7 ไม่ได้ประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร
ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4และ 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6และ8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้
ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5และ 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 2, 4และ 7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่นๆ ให้ยกฟ้อง
ต่อมานายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.ณภาภัชอัญชสาณิชมน หรือ สจ.จอยกล่าวว่า น.ส.ณภาภัช ได้รับความเป็นธรรมจากศาล จากการสูญเสียสามีไป แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีการอุทธรณ์ฎีกาอีกหรือไม่ ส่วนจำเลยที่มีการยกฟ้อง ก็ยอมรับคำพิพากษาของศาล สำหรับการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องศึกษาจากตัวคำพิพากษาฉบับเต็มอีกครั้งเมื่อผลออกมาแบบนี้ได้คุยกับ น.ส.ณภาภัชแล้ว ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวขอบคุณศาลและสื่อมวลชนที่ตามเรื่องนี้ไม่ปล่อยให้เงียบ จนได้รับความยุติธรรม

