เปิดฉบับเต็มคำพิพากษา สั่งประหารชีวิต ‘โกทร’-พวก คดีสังหาร สจ.โต้ง

ศาลอาญาสั่งประหาร โกทรกับลูกน้องอีก3 คน รุมยิงสจ.โต้งดับโกทรให้การเป็นประโยชน์ รวมทั้งลูกน้องรับสารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตร่วมชดใช้เงินกว่า8แสน จำคุก2คนขัอหาอาวุธปืนแต่รอลงอาญา ยกฟ้อง2คน สจ.จอยขอบคุณศาล
เวลา 09.20 น. วันที่ 24 กันยายน 2569 ห้องพิจารณา 914 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่านายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรืออดีต สจ.โต้ง หมายเลขดำ อ629/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ ที่1นายศักดิ์สิทธิ์หรือตูน ชินวงษ์ ที่2นายธนภัทรหรือแนว ส่งแสงที่3 นายอภิสิทธิ์หรือบาส สดชื่น ที่4นายสิทธิชัยหรือจิ้มหรือจิ้น ศรีภักดี ที่5นายภัทรนนท์หรืออ๊อฟ บุญชู ที่6นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร อดีตนายกอบจ. ปราจีนบุรี อดีตรมช.สาธารณสุขที่7 และน.ส.มินช์ญารัศน์หรือเมย์ พชระมารกุล ที่8 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-8 ตามลำดับในความผิด ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ พ.ร.บ.อาวุธปืน
โดยอัยการโจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า คืนวันที่ 11 ธันวาคม 2567 นายสุนทร ได้สั่งให้จำเลยอื่นใช้อาวุธปืนยิงนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ปราจีนบุรี 22 นัดเสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 21/1 ถ.วัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ของ นายสุนทร จำเลยที่1
ศาลเบิกตัวพวกจำเลยจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา
โดยวันนี้น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ อดีตสจ.จอย ภรรยาของ สจ.โต้ง พร้อมทนายความและผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย พร้อมเปิดเผยว่า ก่อนเดินทางมาศาลได้บอกกล่าวกับวิญญาณของ สจ.โต้ง ให้มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วยกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าผลคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ตนพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาล และหวังว่าศาลจะเมตตาตนและลูก ส่วนการกำหนดวันประกอบพิธีฌาปนกิจศพนั้น จะต้องรอปรึกษาหารือกับครอบครัวอีกครั้งหลังฟังคำตัดสินเสร็จสิ้น

น.ส.ณภาภัช ยังกล่าวถึงเรื่องความปลอดภัยและการทำงานในพื้นที่ว่า ปัจจุบันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือระแวงเหมือนช่วงแรก และเนื่องจากไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ได้ลงพื้นที่ โดยทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลลูกเป็นหลัก และยังไม่ได้วางแผนเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงเก็บรักษาศพของ สจ.โต้ง ไว้ ณ วัดมะกอกสีมาราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี โดยยืนยันว่ายังไม่ประกอบพิธีฌาปนกิจจนกว่าคดีจะได้รับความยุติธรรมจากคำพิพากษาของศาล เพื่อส่ง สจ.โต้ง เป็นครั้งสุดท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้ง 8 คนจากเรือนจำ พบว่านายสุนทรใส่แว่นดำ แต่งกายตามชุดนักโทษ นั่งรถเข็นวีลแชร์ โดยมีลูกน้องในหนึ่งในจำเลยเป็นผู้เข็นให้ ทันทีที่เข้ามาในห้องพิจารณาคดี ก่อนยกมือไหว้ยิ้มทักทาย คนที่มาร่วมรับฟังพิจารณาคดี
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้าง แล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่าเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 สจ.โต้งผู้ตาย พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของนายสุนทร จำเลยที่ 7 ที่จ.ปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับ สนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียวก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบ แล้วเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิดผู้ตายเปลี่ยนใจ และตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ พยานเบิกความอีกว่าหลังผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่าผู้ตายถูกยิง จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตายให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล
แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้มีการนำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีการจำลองการยิงในที่เกิดเหตุ หลายแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้ ไกล จากระยะการยิง
ผลการจำลองเหตุการณ์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 , 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ,2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในเกตุการณ์ที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย”ซึ่งหมายถึงก่อให้เกืดอันตรายหรทอทำให้ถึงแก่ความตายทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่7เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด
นอกจากนี้จากการตรวจสอบคราบเขม่าดินปืนของ จำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวของจำเลยที่ 2 มายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเพื่อฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของ1,2,4,7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อนแล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า
ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ตนได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง
สำหรับจำเลยที่ 3, 5 และ 6 เป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่ ผลของการตรวจสอบดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย มีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยที่3,5,6
ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่าเป็นภรรยาจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน จึงแชทแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้าไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1- 7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร
ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5, 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไปฐานฆ่าผู้อื่นฯ เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน จำเลยที่1,2 และ4รับสารภาพส่วนจำเลยที่7ให้การเป็นประโยชน์บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่1,2,4และ7เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาอื่นยกฟ้อง
ต่อมานายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ สจ.จอย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนพูดมาตลอดว่าคนจะเบิกความโกหกยังไงก็ได้ แต่โกหกหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จากคำพิพากษามีเขม่าดินปืนในจำเลยที่ถูกกล่าวหา รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาและนำบุคคลแต่ละคนไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในส่วนนี้ตนต้องขอขอบคุณกองปราบปรามที่รับคดีนี้มาและทำสำนวนอย่างรัดกุม ผลนิติวิทยาศาสตร์ออกมาชัดว่านายสุนทรจำเลยที่ 7 เกี่ยวข้องด้วย จากคำพิพากษาเชื่อได้ว่าเป็นคนที่ร่วมยิงด้วยซ้ำ ตนถือว่าวันนี้น.ส.ณภาภัชก็ได้รับความเป็นธรรมจากศาลจากการที่สูญเสียสามีไป แต่ก็ยังไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีการอุทธรณ์-ฎีกาอีกหรือไม่ต้องจะต้องศึกษาจากตัวคำพิพากษาฉบับเต็มอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ยกฟ้องก็ยอมรับคำพิพากษาของศาล
เมื่อผลออกมาแบบนี้ได้คุยกับตัว น.ส.ณภาภัช อย่างไรบ้าง นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า น.ส.ณภาภัช ได้กล่าวขอบคุณศาลและสื่อมวลชนทุกคนที่ตามเรื่องนี้ไม่ปล่อยให้เงียบ จนทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในวันนี้

