ABAC ชี้เกมอุดมศึกษายุค AI เปลี่ยนจาก ‘ขายหลักสูตร’ สู่ ‘สร้างคนให้พร้อมทำงาน’

หนึ่งในโจทย์เชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนสมการของธุรกิจการศึกษาไทย คือจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2558 มีจำนวน 736,352 คน ในปี 2567 ลดลงเหลือ 462,240 คน หรือลดลงประมาณ 37.2% ภายใน 9 ปี ขณะเดียวกัน ผู้เรียนมีทางเลือกมากกว่าเดิม ทั้งหลักสูตรนานาชาติจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยต่างประเทศ แพลตฟอร์มออนไลน์ และหลักสูตรระยะสั้นที่มุ่งตอบโจทย์การทำงานโดยตรง ทำให้การแข่งขันของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่การมี “หลักสูตรอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับไปสู่คำถามว่า เรียนแล้วผู้เรียนจะมีความสามารถอะไรเพิ่มขึ้นและนำไปใช้ต่อในโลกการทำงานได้อย่างไร สำหรับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้เรียนเห็นได้จากข้อมูลช่วงปี 2000–2020 ซึ่งจำนวนผู้เรียนรวมลดลงจาก 22,594 คน เหลือ 9,683 คน ขณะที่นักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 1,458 คน เป็น 2,536 คน และมีสัดส่วนเพิ่มจาก 6.5% เป็น 26.2% ของนักศึกษาทั้งหมด สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดนักศึกษาต่างชาติในระบบอุดมศึกษาไทย
ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ABAC กล่าวว่า กระแส Degree Inflation ไม่ได้หมายความว่าปริญญากำลังสูญเสียคุณค่า หากแต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่การเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอีก 5-10 ปีข้างหน้า สังคมและเศรษฐกิจจะยิ่งต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนปรับตัวให้เท่าทันโลกและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปริญญาเพียงใบเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความได้เปรียบในการทำงานอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทักษะและศักยภาพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้เรียนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต
ขณะเดียวกันในยุคที่ AI สามารถช่วยสรุปข้อมูล อธิบายทฤษฎี เขียนโค้ด แปลภาษา สร้างสไลด์ และวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็ว ความได้เปรียบของผู้เรียนจึงไม่ได้อยู่ที่การจดจำข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดวิเคราะห์ ประยุกต์ใช้ความรู้ ทำงานร่วมกับผู้อื่น รับ Feedback และเรียนรู้จาก Mentor ซึ่งเป็นทักษะที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงมากกว่าการเรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของวิชาชีพแพทย์ยังคงอยู่ที่ความเข้าใจมนุษย์และความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ “แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์และสุขภาพมากขึ้น แต่หัวใจของวิชาชีพยังคงอยู่ที่การตัดสินใจเชิงวิชาชีพ ความเข้าใจมนุษย์ จริยธรรม และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ต้องได้รับการปลูกฝังผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และการทำงานร่วมกับผู้คนจริง”
ในสถานการณ์จริง แพทย์ไม่ได้เผชิญเพียงโรคหรือชุดข้อมูล แต่กำลังเผชิญกับมนุษย์ที่มีครอบครัว ความกลัว AI อาจคำนวณความน่าจะเป็นได้ แต่การสื่อสารข่าวร้าย การตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน หรือการเลือกแนวทางที่เคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วย ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์
นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถวัดผลผู้เรียนด้วยการจดจำคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนฝึกใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อชีวิตและสังคม
ในมุมของการศึกษาด้านธุรกิจ ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณาบุคลากรกำลังเปลี่ยนจากการมองผลการเรียนเพียงอย่างเดียว ต้องควบคู่ไปกับการประเมินความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์จริง ซึ่งหลายองค์กรชั้นนำในปัจจุบันไม่ได้มองหาผู้สมัครที่มีเพียงผลการเรียนที่ดี แต่ต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหา คิดเชิงธุรกิจ สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษาจึงต้องเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโลกของการทำงานตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย
แนวทางดังกล่าวทำให้การเรียนธุรกิจต้องขยับจากการเรียนรู้เชิงทฤษฎี ไปสู่การทำโครงการจริง การทดลองตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การพบลูกค้า การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ และการแก้โจทย์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและการตัดสินใจแบบเดียวกับโลกธุรกิจจริง
ผศ.ดร.ณรงค์ อภิรัตน์สกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กล่าวว่า อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ AI ที่กำลังกลายเป็น ทักษะพื้นฐานที่ผู้เรียนทุกสาขาต้องเข้าใจ ไม่ใช่เพียงทักษะเฉพาะของนักศึกษาด้านเทคโนโลยี ดังนั้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเตรียมผู้เรียนให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงระบบ การแก้ปัญหาซับซ้อน และการสร้างนวัตกรรม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายวิชา AI แต่เป็นการทำให้ผู้เรียนเข้าใจทั้ง ศักยภาพและข้อจำกัดของ AI สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล วิเคราะห์อคติของระบบ และประเมินผลกระทบจากการนำผลลัพธ์ไปใช้กับผู้คน องค์กร และสังคม
ดร.ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันและอนาคตต่อจากนี้ เทคโนโลยีสามารถทำงานเชิงข้อมูลได้มากขึ้น ทักษะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ (Human Skills) กลับมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแปลภาษา แต่รวมถึงการเข้าใจบริบท การปฏิสัมพันธ์ การเจรจาต่อรอง และการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องพัฒนาผ่านการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับผู้คนจริง เช่นเดียวกับสายวิชาชีพด้านการแพทย์และสุขภาพ แม้ AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจมากขึ้น แต่ความรับผิดชอบเชิงวิชาชีพ จริยธรรม ความเข้าใจมนุษย์ และความเห็นอกเห็นใจ ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้
ABAC CONNEXT 2026 จึงถูกออกแบบให้มากกว่างานแนะนำหลักสูตร โดยมุ่งเชื่อมโยง ความสนใจ ความถนัด ศักยภาพ การเรียนรู้ และเส้นทางอาชีพ เข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรม AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test รวมถึงการให้คำปรึกษาจากคณาจารย์และทีม Admissions ของแต่ละคณะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

