ไต้หวัน ไฟเขียว งบกลาโหมปี 70 พุ่ง ทะลุ 1 ล้านล้านครั้งแรก รับมือภัยความมั่นคง

คณะรัฐมนตรีไต้หวันได้พิจารณาและเห็นชอบร่างข้อเสนอวงเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 โดยมีการผลักดันงบประมาณสำหรับกระทรวงกลาโหมครั้งใหญ่ ซึ่งคิดเป็นตัวเลขสูงถึง 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือเทียบเท่ากับประมาณ 35.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับรอบปีที่ผ่านมา และสร้างสถิติใหม่ด้วยการขยับเพดานงบฝ่ายทหารให้ทะยานผ่านหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แผนการจัดสรรงบก้อนโตดังกล่าว ถูกบรรจุเป็นส่วนสำคัญภายใต้งบประมาณแผ่นดินรวม 3.93 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โครงสร้างการใช้จ่ายด้านการทหารนี้ครอบคลุมทั้งงบดำเนินการปกติ หน่วยงานยามฝั่ง เงินบำนาญสำหรับอดีตกำลังพล ตลอดจนงบพิเศษเพื่อรองรับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์สมัยใหม่

การขยับตัวเลขงบประมาณครั้งนี้สอดรับกับสถานการณ์ที่ไต้หวันต้องเผชิญกับภาวะความตึงเครียดทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นจากฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ ควบคู่ไปกับเสียงสะท้อนจากพันธมิตรในวอชิงตันที่คาดหวังให้ไทเปแสดงความรับผิดชอบในการปกป้องดินแดนของตนเองให้มากขึ้น
ทางด้านประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้ยืนยันจุดยืนผ่านสำนักข่าวต่างประเทศ ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาสัดส่วนการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้อยู่ในระดับเหนือกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ พร้อมทั้งตั้งเป้าขยับเพดานขึ้นไปแตะ 5 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยย้ำว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้คือการลงทุนเพื่อสร้างเสริมเสถียรภาพและสันติภาพในระยะยาว

ในมิติของยุทธศาสตร์การพัฒนาทางทหาร งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปขับเคลื่อนขีดความสามารถในการป้องกันประเทศผ่านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย เช่น ระบบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ขีปนาวุธประสิทธิภาพสูง และเครื่องมือทางทหารอื่นๆ เพื่อยกระดับกลไกการป้องปรามการรุกราน
อย่างไรก็ดีแผนงบประมาณฉบับนี้อาจต้องเผชิญกับขั้นตอนการตรวจสอบและกลั่นกรองอย่างเข้มข้นจากสภานิติบัญญัติ ซึ่งปัจจุบันฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากและเคยมีประวัติการชะลอหรือตัดทอนงบประมาณของภาครัฐในรอบปีที่ผ่าน ในขณะที่ภาพรวมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนอาวุธรายใหญ่ ยังคงต้องติดตามทิศทางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อกรอบเวลาการส่งมอบยุทโธปกรณ์ในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

