สหรัฐฯเดือด ประกาศวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ โจมตีทางการเงินครั้งใหญ่สุดต่ออิหร่าน

24 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ ขู่จะใช้มาตรการที่เรียกว่า "การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา" ขณะเตรียมประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยมุ่งเป้าไปที่คู่ค้าของอิหร่าน 'อิหร่าน' จึงประกาศตอบโต้ว่าจะยุติการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย "หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป"
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะจัดการแถลงข่าวในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปิดเผยมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นต่อประเทศที่เผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยเขาได้ออกมากล่าวว่า "รุ่งอรุณเริ่มต้นวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู"
แม้ว่าทั้งสองประเทศคู่ขัดแย้งจะไม่ได้ทำการโจมตีทางทหารต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้เจรจาอย่างจริงจังเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือนนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และ อิสราเอลเริ่มโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่าน และเลบานอน การโจมตีดังกล่าวได้ทำลายศักยภาพทางทหารตามปกติของอิหร่านไปมาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วย
แต่อิหร่านยังคงรักษาสมรรถนะด้านขีปนาวุธและโดรนไว้มากพอที่จะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย และคุกคามเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งทางเรือในเส้นทางสำคัญนี้หยุดชะงักเกือบทั้งหมด และกดดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก สถานะที่แท้จริงของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งเป้าที่จะทำลายล้างนั้น ยังคงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
โดยไม่ได้ระบุมาตรการเฉพาะเจาะจง 'สกอตต์ เบสเซนต์' ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่ "ประเทศที่หวาดกลัว" ซึ่งใช้วิธีการ "ประนีประนอม" ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจและระบบการเงินของอิหร่าน "พวกเขาควรพิจารณาถึงผลที่ตามมาหากยังคงดำเนินนโยบายนี้ต่อไป"
ทางด้าน อิหร่าน ได้เตรียมรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรมาหลายวันแล้ว โดยออกแถลงการณ์ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงหลายฉบับ ซึ่งบ่งชี้ถึงการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) พลตรีโมห์เซน เรซาอี (Mohsen Rezaee) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เสนอให้มีการตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป จะไม่มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือจากที่ใดก็ตามในอ่าวเปอร์เซีย อิหร่านจะถือว่าการมีส่วนร่วมหรือการสนับสนุนของประเทศใดก็ตามต่อสงครามเศรษฐกิจของอเมริกาต่อประชาชนอิหร่านเป็นการกระทำที่เป็นสงคราม
ก่อนหน้านี้ 'สกอตต์ เบสเซนต์' ได้เรียกร้องให้จีนร่วมมือกับสหรัฐฯ โดยระบุว่า ในอดีตจีนได้รับน้ำมันนำเข้าครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โฆษกสถานทูตจีนในวอชิงตันตอบโต้ด้วยแถลงการณ์ว่า การคว่ำบาตรและการกดดันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ใช้การทูต เศรษฐกิจของอิหร่านอยู่ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอยู่แล้ว ก่อนที่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนของประเทศ
แม้ว่าทางรัฐบาลเตหะรานจะยังคงแสดงท่าทีท้าทายอย่างเปิดเผย แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านได้เตือนว่าการลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมอาจเพิ่มความยากลำบาก จุดชนวนความไม่สงบ และกัดเซาะความชอบธรรมของสาธารณรัฐอิสลามมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้อิหร่านเข้าสู่สงครามด้วยภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนตัว การขาดแคลนพลังงาน การคว่ำบาตร และจุดอ่อนเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง และขณะนี้ต้องเผชิญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย การค้าที่หยุดชะงัก การผลิตที่สูญเสียไป และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู
เนื่องจากไม่มีการเจรจาแบบพบหน้าอย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งครั้งล่าสุดจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ ปากีสถาน และตุรกี จึงพยายามส่งเสริมการเจรจาทางการทูต
อิหร่าน กล่าวว่า จอมพล อาซิม มูนีร์ (Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน จะเดินทางเยือนเตหะรานในวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค แต่ให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย ซึ่งปากีสถานเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และแหล่งข่าวจากรัฐบาลปากีสถาน กล่าวว่า จอมพล อาซิม มูนีร์ จะกล่าวถึงพัฒนาการล่าสุด รวมถึงภัยคุกคามจากสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรครั้งใหม่
การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีเลบานอนโดยอิสราเอลในช่วงสงคราม ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและผู้พลัดถิ่นหลายล้านคนสหรัฐฯ รายงานว่ามีทหารเสียชีวิต 18 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 750 นาย
เรียบเรียงจาก : Reuters
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

