รัสเซียถล่มโรงงานเหล็กยูเครน เสียชีวิต 2 ราย ขณะเคียฟส่งโดรนโจมตีมอสโก

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน ยูเครนได้ตอบโต้ด้วยการส่งโดรนโจมตีพื้นที่กรุงมอสโกและเป้าหมายสำคัญในรัสเซีย โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเช่นกัน
รายงานระบุว่า กองกำลังรัสเซียโจมตีโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ในเมืองครีวีริห์ เมืองอุตสาหกรรมทางตอนกลางของยูเครน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 14 ราย
บริษัท ArcelorMittal Kryvyi Rih ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงงาน เปิดเผยว่า การโจมตีสร้างความเสียหายต่อพื้นที่สำคัญของโรงงาน ทั้งส่วนผลิตกระแสไฟฟ้าและเตาหลอม ส่งผลให้กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงักลงบางส่วน
ขณะเดียวกัน กรุงเคียฟก็ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในอย่างน้อย 2 เขตของเมืองหลวง โดยนายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน จากการโจมตีด้วยโดรนในพื้นที่แคว้นเคียฟ

ยูเครนส่งโดรนถล่มแคว้นมอสโก
ฝั่งรัสเซียเปิดเผยว่า สามารถยิงโดรนของยูเครนตกได้ถึง 822 ลำทั่วประเทศระหว่างการโจมตีระลอกล่าสุด ขณะที่นายอันเดรย์ โวโรบียอฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโก ระบุว่า ชายวัย 83 ปีเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งเขาระบุว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดที่ยูเครนเคยเปิดฉากต่อแคว้นมอสโกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
การโจมตียังสร้างความเสียหายให้กับโกดังของ Wildberries บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในพื้นที่โคเลดิโน ห่างจากกรุงมอสโกราว 45 กิโลเมตร โดยภาพจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากบริเวณโกดัง
ยูเครนเคยกล่าวหาว่า Wildberries มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าทางทหาร และการโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซียที่สนับสนุนการทำสงคราม
นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 1 รายจากการโจมตีด้วยโดรนใส่รถบัสใกล้เมืองเบลโกรอด ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีพรมแดนติดกับยูเครน
กองทัพยูเครนยังอ้างว่า ได้โจมตีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงสำหรับขีปนาวุธในแคว้นรอสตอฟของรัสเซีย แต่ฝ่ายรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว



