รัสเซียถล่มยูเครนครั้งใหญ่ โรงไฟฟ้าสำคัญเสียหายหนัก เสียชีวิต 5 ราย

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ โดยมีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายทั่วประเทศ รวมถึงเด็ก 1 รายในภูมิภาคเคียฟ
เซอร์ฮี โคเร็ตสกี นายกรัฐมนตรีของยูเครน ระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นใน 11 ภูมิภาคตลอดช่วงกลางคืนที่ผ่านมา นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว ยังมีอาคารที่พักอาศัย โครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม สถานประกอบการภาคพลเรือน และระบบรถไฟได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ของยูเครนอย่างดีทีเค ระบุว่า สามารถฟื้นฟูการจ่ายไฟให้บ้านเรือนราว 8,000 หลังในกรุงเคียฟได้แล้ว หลังเผชิญค่ำคืนที่ยากลำบาก
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายคือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทริปิลสกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเคียฟประมาณ 40 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของเมืองหลวง โดยผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้ายืนยันว่าโรงงานได้รับความเสียหายและอยู่ระหว่างประเมินขอบเขตความเสียหาย ขณะที่ทางการยูเครนระบุว่า บ้านเรือนบางส่วนในภูมิภาคเคียฟ ดนีโปรเปตรอฟสก์ โดเนตสก์ ซูมี และคาร์คิฟ ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในภูมิภาคมิโคลาอิฟทางตอนใต้ และอีก 2 รายในภูมิภาคซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเจ้าหน้าที่ซูมีระบุว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งถูกโจมตีในการโจมตีอีกระลอกด้วย ขณะที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินพลังงานสูงระหว่างเวลา 10.00-16.00 น. เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่ต่ำกว่าปกติ
ด้านรัสเซียระบุว่า สามารถสกัดโดรนของยูเครนได้มากกว่า 380 ลำในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา โดยพบเหนือหลายภูมิภาค รวมถึงกรุงมอสโก ขณะที่กองทัพยูเครนระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของรัสเซียหลายแห่ง รวมถึงคลังเก็บโดรนในพื้นที่โดเนตสก์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย
สำหรับสถานการณ์ในแนวรบ กองทัพยูเครนระบุว่า สามารถยึดคืนพื้นที่ตั้งถิ่นฐานหลายแห่งใกล้เมืองลีมันในภูมิภาคโดเนตสก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้ที่ใช้ชื่อว่าปฏิบัติการวิวัลดี ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เดินทางไปเยี่ยมทหารในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่นของแนวรบ สถานการณ์ยังคงค่อนข้างหยุดนิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถยึดพื้นที่สำคัญเพิ่มเติมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

