ย้อนคดี คริสตา ไพก์ นักโทษหญิงผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต จากคดีฆาตกรรมเมื่อปี 1995

ก่อนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกจากเหตุความพยายามประหารชีวิตที่เกิดความผิดพลาดจนเธอยังคงมีชีวิตอยู่ “คริสตา ไพก์” หญิงชาวสหรัฐฯ วัย 50 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1995 โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมชั้นของเธอในสถานฝึกอบรมด้านอาชีพที่เมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : คริสตา ไพก์ อาการวิกฤต หลังถูกฉีดยาพิษ 2 รอบ ประหารชีวิตไม่สำเร็จ
จุดเริ่มต้นคดีฆาตกรรมปี 1995
เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1995 เมื่อคริสตา ไพก์ และแฟนหนุ่มของเธอในขณะนั้น คือ ทาดาริล ชิปป์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการทำร้ายและแทงจนทำให้ “สเลมเมอร์” เพื่อนร่วมชั้นวัย 19 ปีเสียชีวิต
ในเวลาที่เกิดเหตุ ชิปป์มีอายุ 17 ปี และต่อมาถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต โดยมีโอกาสได้รับการพิจารณาทัณฑ์บน ส่วนไพก์เป็นเพียงคนเดียวในคดีที่ถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต
ไพก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าเธอมีส่วนในการสังหารสเลมเมอร์ แต่ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนไพก์นำมาต่อสู้ในเวลาต่อมาคือ อายุของเธอในขณะก่อเหตุ รวมถึงประวัติด้านสุขภาพจิตและข้อกล่าวอ้างว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงมาตั้งแต่วัยเด็ก
โดยทนายความของไพก์ระบุในเอกสารยื่นคำร้องว่า ระบบยุติธรรมทางอาญาไม่ควรนำบุคคลที่เป็นผู้รอดชีวิตจากการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กเข้าสู่กระบวนการประหารชีวิต โดยระบุว่าคณะลูกขุนในคดีของไพก์ไม่เคยมีโอกาสพิจารณาข้อมูลเหล่านี้อย่างเต็มที่ในประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดทางศีลธรรมของจำเลย
หลังเกิดเหตุฆาตกรรม ไพก์ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะไบโพลาร์และโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD
ในคำร้องขอผ่อนผันโทษ ไพก์เล่าว่า เดิมทีเธอตั้งใจเพียงจะตบตีสเลมเมอร์ แต่สถานการณ์กลับบานปลายเป็นการทำร้ายอย่างรุนแรง และเธอไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้
ไพก์กล่าวในแถลงการณ์ว่า ขณะเกิดเหตุเธอเป็นเด็กอายุ 18 ปีที่มีปัญหาสุขภาพจิต และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจถึงความร้ายแรงของสิ่งที่ตัวเองทำ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและผู้คนรอบตัวของผู้เสียชีวิต
เธอยอมรับว่าได้พรากชีวิตของบุคคลซึ่งเป็นทั้งลูกสาว พี่น้อง และเพื่อนของใครหลายคน พร้อมระบุว่า เธอรู้สึกสะเทือนใจเมื่อย้อนคิดว่าตัวเองสามารถก่ออาชญากรรมเช่นนั้นได้
ครอบครัวผู้เสียชีวิตรอคอยการประหารมานานหลายทศวรรษ
ขณะที่ฝ่ายไพก์ยื่นคำร้องขอผ่อนผันโทษ มารดาของสเลมเมอร์ ผู้เสียชีวิตในคดีดังกล่าว ยังคงยืนยันว่าต้องการให้มีการดำเนินโทษประหารชีวิต หลังจากครอบครัวต้องรอคอยกระบวนการดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายสิบปี
คดีของไพก์จึงมีทั้งมุมของครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ต้องการให้คำพิพากษาถูกดำเนินการ และอีกด้านหนึ่งคือฝ่ายที่สนับสนุนไพก์ ซึ่งเรียกร้องให้พิจารณาปัจจัยเกี่ยวกับอายุ สุขภาพจิต และประวัติการถูกล่วงละเมิดของเธอในช่วงวัยเด็ก
คดีประหารชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง
คดีของไพก์ยังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐเทนเนสซีไม่ได้ประหารชีวิตผู้หญิงมาเป็นเวลาอย่างน้อย 200 ปี ตามข้อมูลของศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตของสหรัฐฯ
ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า นับตั้งแต่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ฟื้นฟูการใช้โทษประหารชีวิตกลับมาอีกครั้งในปี 1976 มีผู้หญิง 18 คนถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 1% ของจำนวนการประหารชีวิตทั้งหมด
ท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับคดีและโทษประหารชีวิต ไพก์จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ก่อนที่ชื่อของเธอจะกลับมาเป็นข่าวทั่วโลกอีกครั้ง หลังความพยายามประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเกิดความผิดพลาด และเธอยังคงมีชีวิตอยู่หลังได้รับการฉีดยาถึง 2 รอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

