เอ็ดดี้ วิเคราะห์ผลเลือกตั้งบอร์ด ประกันสังคม 14เก้าอี้ฝ่ายชนะ ปลอดครอบงำพรรคการเมือง จริงหรือ?

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังผลอย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุข้อความว่า
ทำไมเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องปลอดจากการครอบงำและผลประโยชน์ทับซ้อน และฝ่ายที่ชนะปลอดจากพรรคการเมืองหรือไม่
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
______________________________________________
ฝ่ายที่ชนะปลอดจากพรรคการเมืองหรือไม่
คำตอบตอบคือ ฝ่ายที่ชนะมีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาชนจริงตามรายงานข่าว
หลักฐานที่พบมีสองส่วนสำคัญ
1. เครือข่าย ส.ส. พรรคประชาชนมีบทบาทรณรงค์เลือกตั้ง
มีข่าวรายงานว่าโพสต์ของ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส. พรรคประชาชน วันที่ 12 ตุลาคม ซึ่งเล่าว่าทีมของตนช่วยรณรงค์ฝั่งนายจ้าง กระจายข้อมูลผ่านเครือข่าย ส.ส. กลุ่มผู้ประกอบการ และผู้มีอิทธิพลทางสื่อ พร้อมกล่าวถึงบทบาทปีกแรงงานของพรรคและทีมรักชนก
2. มีความเชื่อมโยงด้านบุคคล
มีข่าวรายงานว่า ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครฝ่ายนายจ้างทีมประกันสังคมก้าวหน้า เป็นพี่สาวของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ระบุได้ แต่ความเป็นญาติเพียงอย่างเดียวยังไม่พิสูจน์ว่ารับคำสั่งจากพรรค
ดังนั้น ต้องแยกคำตอบเป็นสองระดับ
• ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเลย” กล่าวเช่นนั้นไม่ได้ เพราะมีทั้งความเชื่อมโยงด้านบุคคลและบทบาทเครือข่ายพรรคในการรณรงค์
• ทำหน้าที่โดยอิสระจากคำสั่งพรรคหรือไม่” ยังต้องพิสูจน์จากการทำงาน หลักฐานข้างต้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าพรรคสั่งการลงมติหรือใช้กองทุนเพื่อประโยชน์ของพรรคแล้ว
ข้อกังวลเรื่องการถ่วงดุลจึงมีเหตุผลให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าทีมเดียวกันได้ทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง รวม 14 จาก 21 ที่นั่ง ในเชิงวิเคราะห์ หากทั้งสองฝ่ายลงมติตามแนวทางเดียวกันตลอด การแบ่งที่นั่งเป็นสามฝ่ายก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดการถ่วงดุลจริง
คำถามที่ตรงประเด็นจึงเป็นว่า เมื่อมีความเชื่อมโยงกับพรรคอยู่จริง จะเปิดเผยผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เหตุผลการลงมติ และการติดต่อกับพรรคอย่างไร เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าประโยชน์ของผู้ประกันตนมาก่อนประโยชน์ของพรรค?
______________________________________________
ทำไมต้องรักษาสมดุลสามฝ่าย? ระหว่างกลุ่มลูกจ้างและนายจ้างและฝั่งรัฐบาล
เพราะแต่ละฝ่ายมีภาระและมุมมองต่างกัน ลูกจ้างต้องการความคุ้มครองที่เพียงพอ นายจ้างคำนึงถึงต้นทุนเงินสมทบ ส่วนรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อระบบโดยรวม การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาทั้งสิทธิประโยชน์ ภาระของผู้จ่าย และความสามารถในการจ่ายของกองทุนระยะยาว
ตัวอย่างเช่น เพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นเรื่องดี แต่ต้องมีแหล่งเงินรองรับ ขณะเดียวกัน การอ้างความยั่งยืนเพื่อปฏิเสธการเพิ่มสิทธิทุกอย่างก็ไม่สมเหตุผล หากข้อมูลแสดงว่ากองทุนรองรับได้
สมดุลจึงไม่ใช่การแบ่งผลประโยชน์ให้ทุกฝ่ายพอใจ หรือห้ามตรวจสอบกัน แต่คือการตัดสินใจบนข้อมูลและรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา
______________________________________________
แล้วทำไมต้องปลอดจากพรรค ทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง?
เหตุผลคือ บอร์ดต้องรับผิดชอบต่อผู้ประกันตนและความมั่นคงของกองทุน ไม่ใช่ต่อพรรคที่สนับสนุนให้ตนได้รับเลือกตั้ง
การมีแนวคิดสอดคล้องกับพรรค หรือได้รับแรงสนับสนุนจากพรรค อาจไม่ได้พิสูจน์ว่าทำหน้าที่ไม่สุจริต แต่การยอมให้พรรคสั่งการเพื่อประโยชน์ของพรรค เช่น เอื้อเครือข่ายในการลงทุนหรือจัดซื้อ หรือใช้เงินกองทุนสร้างคะแนนนิยมโดยไม่สนใจภาระระยะยาว เป็นสิ่งที่ต้องป้องกันและตรวจสอบ
ในความเห็นผมคือต้อง “ปลอดจากการครอบงำและผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะเรื่องสิทธิแรงงานและสวัสดิการมีมิติทางการเมืองอยู่แล้ว และมาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกฝ่ายเท่ากัน ทั้งผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับพรรคฝ่ายตรงข้าม
______________________________________________
พรรคส้มและผู้สนับสนุนยืนยันหลักประชาธิปไตย แต่เมื่อทีมที่เชื่อมโยงกับพรรคได้เสียงข้างมาก ทั้งในส่วนตัวแทนลูกจ้างและนายจ้าง ใครจะถ่วงดุลใคร?
จะมีหลักประกันอย่างไรว่า เสียงที่ได้จากการเลือกตั้งจะไม่กลายเป็นเครื่องมือให้พรรคครอบงำกองทุน และจะป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร?
ประชาธิปไตยไม่ได้จบที่ชนะเลือกตั้ง แต่ต้องยอมให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหลังชนะด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

