‘ดร.สามารถ’ หนุน ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท ลดภาระประชาชน แต่รัฐต้องเปิดเผยงบอุดหนุนใช้เท่าไหร่ ปีต่อไปหาจากไหน

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลเดินหน้าผลักดันมาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายใต้กรอบค่าโดยสาร 17–45 บาทต่อเที่ยว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายครั้ง
ล่าสุดวันนี้ 9 ตุลาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ภาพพร้อมข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte เกี่ยวกับมาตราการรค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าดังกล่าวของรัฐบาล โดยระบุว่า "ดีครับ! รถไฟฟ้า 17-45 บาท แต่รัฐต้องไม่เสียค่าโง่

ผมดีใจที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพราะจะช่วยลดภาระค่าเดินทางของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางต่อรถไฟฟ้าหลายสาย
แต่จะใช้นโยบายนี้ได้นานแค่ไหน ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ
ผมมีข้อห่วงใย 3 เรื่อง คือ (1) รัฐต้องใช้เงินภาษีเท่าไรในระยะยาว (2) จะหาเงินจากไหนมาช่วย และ (3) หากผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นด้วย รัฐจะได้รับประโยชน์กลับมาอย่างไร
การช่วยค่าโดยสารเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ช่วยประชาชนในวันนี้ แล้วสร้างภาระให้รัฐในวันข้างหน้า
1. ค่าโดยสาร 17-45 บาท เหมาะสมกว่า 40 บาทตลอดวันหรือไม่?
ผมเห็นว่าแนวทาง 17-45 บาทมีเหตุผล เพราะช่วยลดค่าเดินทางของประชาชนได้พอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า และจะใช้งบอุดหนุนน้อยกว่าการกำหนดค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน ซึ่งเคยเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย
ลองดูตัวอย่าง หากปัจจุบันผู้โดยสารเสียค่าโดยสารสายสีเขียวสูงสุด 65 บาทต่อเที่ยว และเดินทางไปกลับวันละ 2 เที่ยว จะเสียเงิน 130 บาทต่อวัน หากใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ โดยจ่ายไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ผู้โดยสารจะจ่ายไม่เกิน 90 บาทต่อวัน ประหยัดได้สูงสุด 40 บาทต่อวัน แต่หากกำหนดให้เดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยวในราคา 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารคนเดียวกันจะจ่ายเพียง 40 บาทต่อวัน ส่วนต่างที่รัฐต้องรับภาระในตัวอย่างนี้จะสูงถึง 90 บาท ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเปรียบเทียบ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การลดค่าโดยสารแต่ละรูปแบบทำให้รัฐมีภาระไม่เท่ากันรัฐบาลจึงต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย ไม่ใช่ดูเพียงว่าค่าโดยสารถูกลงมากแค่ไหน
2. งบ 5,800 ล้านบาท ต้องเปิดเผยรายละเอียด
จากข่าวล่าสุดที่รายงาน กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอขอใช้งบกลางวงเงิน 5,800 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการ โดยตั้งเป้าเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2570 ขอย้ำว่า วงเงินดังกล่าวเป็นงบที่เตรียมเสนอขออนุมัติ ไม่ใช่งบที่อนุมัติแล้วผมขอเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณอย่างน้อย 3 เรื่อง
(1) คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้สิทธิกี่คน และเดินทางกี่เที่ยวต่อวัน?
(2) คำนวณส่วนต่างค่าโดยสารที่รัฐต้องจ่ายได้อย่างไร?
(3) หากผู้โดยสารมากกว่าที่คาดไว้ รัฐจะต้องใช้งบเพิ่มอีกเท่าไร?
ตามรูปแบบที่มีการรายงาน ผู้โดยสารจะจ่ายค่าโดยสารเต็มก่อน แล้วรัฐคืนส่วนต่างผ่านแอปเป๋าตังเงินจำนวนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน จึงต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงประกาศวงเงินแล้วให้ประชาชนเชื่อว่าคำนวณมาอย่างเหมาะสมแล้ว
3. คนกรุงเทพฯ ได้ประโยชน์ แล้วคนต่างจังหวัดล่ะ?
ผมเห็นด้วยกับการที่รัฐช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะสามารถลดภาระค่าเดินทางของประชาชน แต่เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของคนทั้งประเทศ รัฐก็ควรคำนึงถึงภาระค่าเดินทางของประชาชนในต่างจังหวัดด้วยเช่นเดียวกันที่ผ่านมา โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เคยช่วยค่าเดินทางของคนทั่วประเทศ ไม่ใช่ช่วยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เท่านั้น โดยการอุดหนุนค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวมทั้งรถไฟฟ้าตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้น ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่เคยช่วยคนต่างจังหวัด แต่คำถามคือ หากรัฐบาลต้องการช่วยลดภาระค่าเดินทางอย่างต่อเนื่อง จะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเป็นธรรม?
ผมอยากเห็นรัฐบาลวางแผนระยะยาว ไม่ใช่พึ่งงบกลางเป็นครั้งๆ ไป โดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าจะช่วยใคร และจะหาเงินจากไหนมาดำเนินการต่อเนื่อง
4. ผู้โดยสารเพิ่ม รายได้เพิ่ม รัฐต้องได้ประโยชน์ด้วย
นี่คือประเด็นที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด! เมื่อค่าโดยสารถูกลง ประชาชนอาจหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และอาจทำให้รายได้รวมจากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นด้วย ที่ผ่านมา รฟม.เคยรายงานว่าจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีมาตรการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรสรุปว่ามาตรการ 17-45 บาทจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเงื่อนไขและรูปแบบส่วนลดแตกต่างกันสิ่งที่รัฐต้องทำคือ เปรียบเทียบจำนวนผู้โดยสาร รายได้จากค่าโดยสาร และต้นทุนการเดินรถก่อนและหลังใช้มาตรการ เพื่อให้ทราบว่ารัฐและเอกชนได้รับประโยชน์อย่างไร หากรายได้เพิ่มขึ้นจริง ผมเห็นว่ารัฐควรเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน เพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐรับภาระค่าใช้จ่ายในการช่วยประชาชน แต่เอกชนได้รับประโยชน์จากรายได้ส่วนเพิ่มโดยที่รัฐไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ
ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐจะยึดรายได้ของเอกชนได้ทั้งหมด เพราะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม แต่รัฐควรตรวจสอบว่ามีช่องทางเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ หรือปรับหลักเกณฑ์ในอนาคตได้อย่างไร หรือไม่
หากทำได้ ก็จะช่วยลดภาระเงินอุดหนุนของรัฐ และทำให้นโยบายนี้มีความยั่งยืนมากขึ้น
5. สรุป: ช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้ แต่อย่าให้รัฐจ่ายโดยไม่รู้จบ
ผมเห็นด้วยกับนโยบายรถไฟฟ้า 17-45 บาท เพราะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะใช้เงินอุดหนุนเท่าไร จะหาเงินจากไหนในปีต่อ ๆ ไป และจะรักษาผลประโยชน์ของรัฐอย่างไร หากจำนวนผู้โดยสารและรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น อย่าให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารถูกลงในวันนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีแผนรองรับรัฐบาลต้องเปิดเผยตัวเลข วางแผนแหล่งเงินระยะยาว และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชัดเจน เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้รถไฟฟ้าถูกลง แต่ต้องทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และนโยบายนี้ต้องดำเนินต่อไปได้โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้า ผมเห็นด้วย แต่เงินภาษีทุกบาทต้องคุ้มค่า และถ้ารัฐต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ ก็ต้องคิดให้ครบทั้งวันนี้และวันข้างหน้าแล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ เห็นด้วยหรือไม่ว่า รัฐต้องเปิดเผยต้นทุนและวางหลักเกณฑ์ให้รัฐได้รับประโยชน์กลับมาจากเอกชนอย่างเป็นธรรมด้วย?"

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เกี่ยวกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าดังกล่าว เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"โครงการนี้ ว่ากันตามจริง ก็ไม่ได้ช่วยเฉพาะคนกรุงเทพเท่านั้น แต่ก็ช่วยคนต่างจังหวัดที่เข้ามาประกอบอาชีพทำงานในกรุงเทพด้วยเช่นกัน"
"ภาษีไทย นำมาช่วยคนไทย แต่คนต่างชาติใช้ รฟฟ เยอะมากนะ"
"บ้านนี้ลูก2คน เสียค่าเดินทางต่อวันรวมแล้วเกือบ400ต่อวันเลยค่ะอาจารย์ หนักมากกก"
"ที่เชียงไฮ้ รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีหนันจิงไปสถานีสนามบินระยะทาง12สถานี ค่าโดยสาร7หยวย ประมาณ35บาท"
"ครับอันนี้ดี"
"ถ้ามองอีกมุม เพดานราคาต่อวัน40 บาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคนจะแวะที่ต่างๆ กระจายๆ กัน แต่ 17-45 ช่วยลดค่าครองชีพ ในด้านการเดินทางต่อวัน ต่อเดือน ลงมา แต่อย่างอื่นก็ไม่ลดอยู่ดี"
"เห็นด้วยเลยครับ"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

