ทัวร์ลงยับ! 'สุจิตต์ วงษ์เทศ' หลังจุดพลุประเด็นร้อน เห่เรือ ไม่มี สมัยอยุธยา โดนงัดหลักฐานโต้เดือด จดหมายเหตุลาลูแบร์

กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโลกออนไลน์ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์เผยแพร่บทความของ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เจ้าของคอลัมน์ สยามประเทศไทย และบรรณาธิการร่วมหนังสือพิมพ์ประชาชาติ เขียนบทความ 'เห่เรือ' ไม่มี สมัยอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ ซึ่งประเพณีการเห่เรือขณะขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนที่นั้น เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 4 ถึง 5 ส่วนในสมัยอยุธยาและยุคของเจ้าฟ้ากุ้งไม่มีการเห่เรือราชสำนัก มีเพียงแค่พิธี 'เห่เรือไล่น้ำ' หรือขอขมาแม่พระคงคาเพื่อการเกษตรเท่านั้น ด้วยข้อความทั้งหมดว่า ❝ 'เห่เรือ' ไม่มี สมัยอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ ❞
เห่เรือ เป็นประเพณีเพิ่งสร้างใหม่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราวแผ่นดิน ร.4 ถึง ร.5
สมัยโบราณ ทั้งราชสำนักและราษฎรน่าจะมีเห่เรือขอขมาแม่พระคงคาให้น้ำลดลงตามความเชื่อในศาสนาผี เพื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวในนาที่สุกเต็มรวง
ราชสำนักโบราณไม่มีเห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนที่ ในการเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินประทับบนเรือพระที่นั่ง
ส่วนกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์) ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในสมัยอยุธยา (เหมือนที่ใช้งานสมัยปัจจุบัน)
❝ เห่เรือไล่น้ำ ❞
เห่เรือขอขมาแม่พระคงคาให้น้ำลด ซึ่งบางทีเรียกเห่เรือไล่น้ำ เพื่อราษฎรชาวบ้านลงแขกเกี่ยวข้าวในนาที่สุกเต็มรวง พบในทวาทศมาสโคลงดั้น (แต่งราวเรือน พ.ศ.2000) ว่า “ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล”
เห่เรือไล่น้ำมีเนื้อความและทำนองอย่างไร ไม่เคยพบหลักฐานตรงๆ คงพบเฉพาะพรรณนาในทวาทศมาสโคลงดั้น ว่าขบวนเรือจอดนิ่งอยู่กลางแม่น้ำบริเวณที่ชาวบ้านเรียก “บางขดาน” (อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา) แล้วทำพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งบอกในโคลงดั้นว่า “สั่งล้ำไล่ชล”
บางขดาน คนสมัยก่อนเชื่อว่าเป็นบริเวณเฮี้ยนหรือศักดิ์สิทธิ์ เรียก “ดินสะดือ” หรือ “สะดือดิน” หมายถึงศูนย์รวมความเฮี้ยน เพราะมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไปในแม่น้ำ ที่เชื่อว่าเป็นทางขึ้นลงบาดาลอันเป็นแหล่งสิงสู่ของนาคผู้ควบคุมน้ำ แล้วบันดาลน้ำลดน้ำหลาก น้ำมากน้ำน้อย
❝ เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ ❞
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้
เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา
เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไป่เห็น
กติกมาสถ้อง แถวโคม
แสงสว่างแลลอยโพยม ผ่องแผ้ว
อยุธยาเปรียบแสงโสม ใสส่อง
ชมชื่นวันทาแล้ว นิ่มน้องฤๅเห็น
แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา ฉะนั้น น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้นมาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา”
สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศ ลักษณะวรรณกรรมโน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (นิราศธารโศก พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์)
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ก็ไม่มีเห่เรือ
‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ https://www.matichon.co.th/.../history.../article_916455



หลังจากที่โพสต์ของ สำนักพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ เผยแพร่บทความของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ลงมาบนโลกออนไลน์ลงมาได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด เช่น
"เจ้าสำนักพิมพ์นี้ น่าจะเขียนใส่ไข่ต่อไปอีกนะว่า ภาพวาดลายเส้นและภาพสีน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสวาดบันทึกเหตุการณ์ขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในแม่น้ำที่กรุงศรีอยุธยานั้น แท้จริงแล้วคือขบวนเรือพระราชพิธีในอาณาจักรละแวกต่างหาก เผื่อว่าคนเขมรที่เป็นFCของเพจนี้มาอ่านเจอ จะได้รู้สึกฟินๆไปซะเลย 555"
"ตอนอยุธยา มีคะ มีริ้วขบวนเรือ ฝรั่งเคยวาดรูปไว้ ที่เขียนว่า de siam อ่า"
"หลักฐานมีเยอะแยะ บอกไม่มี 555555555555 Gu จะรั่ว แต่ไม่แปลก มันจะตรงข้ามกับความเป็นจริงที่มีหลักฐานเสมอ"
"ร้องโห่เห่โอ่เห่มา" มึงเคยอ่านท่อนนี้ไหม"
"บันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) — พ.ศ. 2230 (สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ):
ลา ลูแบร์ ระบุไว้ชัดเจนในหนังสือ Du Royaume de Siam ว่า ในขบวนเรือหลวง ฝีพายมีการร้องขับขานเป็นจังหวะตามสัญญาณกระทุ้งเสา/พายเรือ โดยมีคนคุมจังหวะส่งเสียงนำและฝีพายร้องรับพร้อมกันเพื่อส่งกำลังและให้พายพร้อมเพรียงกัน ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็คือ "การเห่เรือ" ในเชิงการปฏิบัติการควบคุมขบวนเรือ
บันทึกของ บาทหลวง กี ตาชาร์ด (Guy Tachard) — พ.ศ. 2228:
บันทึกถึงเสียงร้องส่งสัญญาณของฝีพายในกระบวนพยุหยาตราชลมารคว่า มีเสียงขับร้องอันน่าตื่นตาตื่นใจ สะท้อนก้องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาขณะที่เรือเคลื่อนตัว"
"เรือพระที่นั่งรูปสัตว์ต่างๆ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาใช่ไหม. แล้วกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้งที่เป็นหนังสือเรียนของนักเรียนใครแต่ง ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ลงเรือพระที่นั่ง. น่าจะมีเรืออื่นแล่นตามคอยคุ้มกัน.เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค. สมัยพระเจ้าเสือกรุงศรีอยุธยายังมีเรือพระที่นั่งเอกชัย. ที่ทำให้เกิดนิยายเรื่องพันท้ายนรสิงห์"



โดย ซิมง เดอ ลา ลูแบร์ เป็นราชทูตจากฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และกองทหารฝรั่งเศสประมาณ 600 นาย ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2230) เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี
แม้ ลา ลูแบร์ จะพำนักอยู่ในสยามเพียง 3 เดือน 6 วัน แต่ได้บันทึกเอกสารสำคัญคือ "จดหมายเหตุลาลูแบร์" (Du Royaume de Siam หรือ ว่าด้วยราชอาณาจักรสยาม) ซึ่งเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชั้นต้นแบบลายลักษณ์อักษรที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิต สังคม ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของคนอยุธยาอย่างกว้างขวาง

ขณะที่วานนี้ 3 พฤศจิกายน 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก เว่อร์มาแร้น ได้ออกมาโพสต์อธิบายโต้เกี่ยวกับลาลูแบร์ ที่ได้บันทึกไว้ทั้งเป็นตัวอักษรและภาพวาดของขบวนเรือ ว่ามีการใช้เสียงเป็นจังหวะ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "ลาลูแบร์ เขียนบันทึกทั้งเป็นอักษรและภาพวาด ว่ามีขบวนเรือ สำหรับเรื่องการเห่เรือนั้น มีการใช้เสียบเป็นจังหวะ อยู่ในบันทึกของลาลูแบร์ที่เขียนเรื่องเรือไว้ในหมวด "Des Voitures, & de l'Equipage en général des Siamois" (ว่าด้วยพาหนะ) ใน Du Royaume de Siam เล่ม 1 (ค.ศ. 1691) หน้า 123–124 ท่อนที่ตรงกับเรื่องเสียงคล้ายเห่เรือ
Les pagayeurs, afin de plonger la pagaye de concert, chantent, ou font des cris meſurez; & ils plongent la pagaye en cadence avec un mouvement de bras & d'épaules qui eſt vigoureux, mais facile & de bonne grace
แปลไทย: ฝีพายจะร้องเพลง หรือส่งเสียงร้องเป็นจังหวะ เพื่อให้จ้วงพายลงน้ำพร้อมกัน แล้วจ้วงพายตามจังหวะด้วยท่าแขนและไหล่ที่แข็งแรง แต่คล่องและงดงาม
และมีในส่วนของการใช้เสียงและเครื่องดนตรีในขณะที่ขบวนเรือดังนี้ :
เสียงร้องพร้อมกันเป็นเสียงเดียว จังหวะเร็ว ไม่ใช่จังหวะสาม อาจมีเสียงไร้คำแบบ "น้อย น้อย" มีวงปี่ ฆ้อง ตะโพน บรรเลงเพลงมาร์ชตามเสด็จ ซ้อนกับเสียงร้องคุมจังหวะของฝีพาย"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก trueplookpanya.com, เฟซบุ๊ก Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์, เฟซบุ๊ก ว่อร์มาแร้น, เฟซบุ๊ก ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

