รายงานพิเศษ : ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ โลกขยับคุ้มครอง..มองดูไทย?

ยังคงอยู่กับโครงการสัมมนา ปัญหาและอนาคตของการคุ้มครองแรงงาน จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (ประเทศไทย) และสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา หลังจากเมื่ออาทิตย์ก่อน (วันที่ 23 ส.ค. 2569) ได้นำเสนอมุมมองจากปาฐกถาของ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน สัปดาห์นี้เป็นเรื่องเล่าจาก ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน ในการศึกษาประเด็นสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์มควรเป็นอย่างไร
งานศึกษาชิ้นนี้มีที่มาจากการที่กระทรวงแรงงานได้จัดทำร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ โดยคำว่าแรงงานอิสระนั้นถูกใช้เรียกแทนคำเดิมคือแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย ดังข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ณ ปี 2568 มีแรงงานนอกระบบประมาณ 21 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 52.7 ของกำลังแรงงานทั้งหมด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ แต่กลับเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง เข้าไม่ถึงสิทธิด้านสวัสดิการต่างๆ ขาดอำนาจต่อรอง จึงไม่มีความมั่นคงในขีวิต
เมื่อพูดถึงแรงงานแพลตฟอร์ม ภาพจำของหลายคนอาจนึกถึง ‘ไรเดอร์’ หรือคนขี่มอเตอร์ไซค์ส่งสินค้าที่รับงานผ่านแอปพลิเคชั่น แต่จริงๆ แล้วแรงงานแพลตฟอร์มแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มรับงานทางออนไลน์แต่ทำงานบนพื้นที่โลกจริง เช่น การรับ - ส่งสินค้าหรือผู้โดยสาร (ซึ่งไรเดอร์อยู่ในกลุ่มนี้) รวมถึงผู้ที่รับงานช่างหรืองานทำความสะอาดตามบ้านด้วย กับ 2.กลุ่มที่ทั้งรับงานและทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ มักเป็นอาชีพสายสื่อหรือไอที เช่น ตัดต่อวิดีโอ ออกแบบกราฟิก โปรแกรมเมอร์ ซึ่งคนทำงานในกลุ่มนี้แม้จะมีอยู่จริงแต่ไม่ค่อยถูกมองเห็น
‘ในส่วนของไรเดอร์ที่เราได้ยินชัดๆ แต่ก็จะมีคนที่ความเห็นแตกต่าง บางเรื่องก็ไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด อย่างเช่นกรณีที่ต้องการมีสถานะเป็นลูกจ้าง ต้องการได้รับการประกันมาตรา 33 ก็มีไรเดอร์ที่ความเห็นแตกต่าง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนที่จะแก้ปัญหาจะต้องรับฟังความเห็นที่แตกต่างกันและสะท้อนการแก้ปัญหาที่สะท้อนความต้องการที่แตกต่างกันได้ เรื่องใหญ่ๆ ก็คือพี่น้องที่ทำงานบนแพลตฟอร์มต้องการการคุ้มครอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความเป็นอิสระ’ ศักดินา ยกตัวอย่างข้อถกเถียงของไรเดอร์ด้วยกันในประเด็นสวัสดิการ
ผลการศึกษานำมาซึ่งข้อเสนอ ‘สวัสดิการแบบพกพา (Portable Benefits)’ โดยมีคำอธิบายว่า หากเป็นระบบสวัสดิการแบบดั้งเดิมที่มีนายจ้างเป็นศูนย์กลาง (Employer – Centered) สวัสดิการจะผูกติดกับบริษัทเดียว เมื่อลาออกหรือเปลี่ยนงานสิทธิ์นั้นก็หายไป แต่ระบบสวัสดิการแบบใหม่จะอิงหลักคิดเรื่องคนทำงานเป็นศูนย์กลาง (Worker – Centered)) สวัสดิการจะติดตัวไปกับคนทำงาน มีการสมทบตามสัดส่วนงานที่ทำ แม้เปลี่ยนแพลตฟอร์มสิทธิ์ก็ยังอยู่
มีการประเมินตามโครงการ Fair Work หรืองานที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นโครงการที่ประเมินงานแพลตฟอร์มทั่วโลก พบว่า แพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศไทยได้เพียง 1 – 2 จากเต็ม 10 คะแนน โดยได้คะแนนต่ำทั้ง 5 ด้าน คือ 1.การจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม (Fair Pay) หมายถึงแรงงานต้องได้ค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพเมื่อหักต้นทุน 2.การรวมกลุ่มที่เป็นธรรม (Fair Representation) ขาดการยอมรับในการตั้งสหภาพแรงงาน 3.การบริหารจัดการที่เป็นธรรม (Fair Management) อัลกอริทึมไม่โปร่งใส
4.ความเป็นธรรมด้านความปลอดภัย (Fair Conditions) ไม่มีการจัดหาอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้คนทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และ 5.ความเป็นธรรมด้านสภาพการจ้าง (Fair Contracts) สถานะทางกฎหมายยังคลุมเครือ ขณะที่ความพยายามของรัฐไทยในการแก้ปัญหาของคนทำงานผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ยังมีประวัติศาสตร์ไม่ยาวนานนัก คือเพียง 5 – 6 ปีเท่านั้น ต้องบอกว่าผิดตั้งแต่ติดกระดุมเม็ดแรก คือการจัดให้แรงงานแพลตฟอร์มไปอยู่ในกองคุ้มครองแรงงานนอกระบบ เพราะเท่ากับตัดสินไปแล้วว่าเป็นแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง
อย่างไรก็ตาม หากไปดูมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยมีคำวินิจฉัยว่าแรงงานแพลตฟอร์มเป็นลูกจ้าง และการไม่ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้เป็นลูกจ้างถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระที่นำแรงงานแพลตฟอร์มเข้าไปรวมอยู่ด้วยจึงถูกตั้งคำถาม เพราะเป็นการแปรสภาพมาจากเจตนารมณ์เดิมคือต้องการให้เป็นกฎหมายสำหรับคุ้มครองแรงงานนอกระบบ เนื่องจากมีกลุ่มแรงงานนอกระบบแบบดั้งเดิมเข้าไปผลักดัน
โดยแรงงานทั้ง 2 กลุ่มมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน กล่าวคือ แรงงานนอกระบบแบบดั้งเดิมมักเป็นแรงงานอิสระที่ทำงานแบบไม่มีนายจ้าง เช่น เกษตรกร ค้าขาย ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ส่วนแรงงานแพลตฟอร์มถูกเรียกเป็นแรงงานกึ่งอิสระซึ่งถูกควบคุมผ่านตัวกลางแต่ไม่ถูกนับเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน เช่น ไรเดอร์ที่ต้องรับข้อตกลงและค่าตอบแทนผ่านแอปพลิเคชั่น
เมื่อดูแบบอย่างจากต่างประเทศ พบว่า หลายชาติในทวีปยุโรปมีการต่อสู้ของแรงงานจนถึงขั้นฟ้องคดีในศาล ซึ่งแม้จำนวนมากจะชนะแต่ก็ใช้เวลานาน กระทั่งสหภาพยุโรป (EU) มีการออกกฎหมายกลาง (EU Platform Workers Directive) ที่ให้ทุกชาติสมาชิกต้องไปปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 สาระสำคัญคือให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง - ลูกจ้าง (Presumption of Employment) หรือก็คือเป็นเรื่องที่แพลตฟอร์มจะต้องไปฟ้องศาลเองหากไม่เห็นด้วย แทนที่จะผลักภาระไปให้แรงงานอย่างที่เคยเป็นมา
ศักดินา ทิ้งท้ายว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ออกอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent Work in the Platform Economy Convention) หรืออนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็ให้คำมั่นว่าร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระจะอิงกับอนุสัญญาดังกล่าว ทำให้มีแนวทางในการจัดทำร่างกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยแพร่รายงานหัวข้อ ‘แรงงานแพลตฟอร์ม : เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล’ ระบุแม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกฎหมายแรงงานของไทยแบ่งคนทำงานเป็น 2 กลุ่มหลักคือลูกจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่แรงงานแพลตฟอร์มนั้นมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างทั้ง 2 สถานะดังกล่าว
สภาพัฒน์ยังชี้ว่าประเทศไทยสามารถใช้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการ เช่น การเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึม การแจ้งล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานที่ส่งผลต่อแรงงาน รวมถึงควรเร่งทบทวนร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระให้มีความเหมาะสมและบังคับใช้โดยเร็ว ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมตัวกันเพื่อให้มีตัวแทนในการสะท้อนปัญหาและหารือมาตรการคุ้มครองในอนาคต!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

