กรมชลฯเตือน ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา สั่ง11จังหวัดเตรียมรับมือ

กรมชลฯ ทยอยปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา แจ้ง 11 จังหวัดภาคกลาง เตรียมรับมือน้ำท้ายเขื่อน ย้ำยังไม่กระทบชุมชนในคันกั้นน้ำ ด้านกรมอุตุฯ เผยไทยยังมีมรสุม เผชิญฝนตกหนัก เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.และปริมณฑล ฝนตกร้อยละ 80 ดร.เสรี ชี้ฝนยังชุก ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้
เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่าได้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า จึงทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากปัจจุบัน 990 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นช่วง 1,000–1,300 ลบ.ม.ต่อวินาที ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน
ทั้งนี้ การปรับการระบายน้ำดังกล่าว อาจทำให้ระดับน้ำริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ
สำหรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบนช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา โดยหลายพื้นที่มีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ซึ่ง จ.กำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และ จ.พิษณุโลก 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำรวมร้อยละ 68 ของความจุ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้แจ้งแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือ แจ้งประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้
ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
ส่วนพยากรณ์อากาศรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เลย ชัยภูมิ ขอนแก่น อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ขณะที่ กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ตั้งแต่ จ.พังงา ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร
อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง เฝ้าระวังฝนตกหนักมากน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน โดยมีใจความว่า ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้ พบว่าร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ฝนตกหนักมาก จึงควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตามวันต่างๆ ดังนี้ ภาคกลางตอนล่างทุกจังหวัด รวม กทม.และปริมณฑล (22-26 กันยายน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ (24-26 กันยายน) ภาคตะวันออกทุกจังหวัด (22-26 กันยายน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทุกจังหวัด (22-24 กันยายน)
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พังงา หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน สั่งการให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำชับให้หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ หากได้รับความเดือดร้อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน สามารถประสานหน่วยงานในพื้นที่ได้ทันที โดยขณะนี้ 5 เสือแรงงานจังหวัดพังงา ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้นแล้ว

