ถอดรหัส ‘ปุ๋ยม่วง TPI’ ทางรอดเกษตรกรไทย

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนทางการเกษตรและกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง "ปุ๋ยม่วง TPI" หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออแกนิค (TPI Growth Organic) กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางรอดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกรไทย โดยถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง และในยุคที่เทรนด์เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะมาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้น "ปุ๋ยม่วง TPI" จึงกลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเกษตรกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนี้
นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เปิดเผยว่า ปุ๋ยอินทรีย์โกร ออแกนิค ทีพีไอเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากอินทรียวัตถุ เช่น เศษพืชสัตว์ ใบไม้ เศษอาหาร โดยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ได้ของเหลว สีน้ำตาลดำ ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม , แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก, ทองแดง, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม,คลอไรด์, แมงกานีส รวมทั้งสารฮิวมิค ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออร์แกนิค ทีพีไอ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่พืชสามารถดูดซึมเข้าทางใบได้โดยตรง จึงช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารและสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน
“ปุ๋ยม่วง TPI คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กรดอะมิโน สารอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชในรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ทันที จุดเด่นสำคัญของปุ๋ยสูตรนี้คือการเน้น "กระตุ้นการออกดอกและเพิ่มการติดผล" ช่วยให้พืชผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และรสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า โดยมี 3 คุณประโยชน์หลัก มัดใจเกษตรกร คือ 1.เห็นผลไว ดูดซึมเร็ว ฉีดพ่นทางใบ พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที 2.เร่งดอก ติดผลดก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพืชที่ต้องการเน้นผลผลิต เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักสวนครัว และแปลงนาข้าว และ 3.ไร้สารพิษ 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ฉีดพ่นและผู้บริโภค
“ด้วยความเป็นปุ๋ยเข้มข้นและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด TPI กำหนดอัตราส่วนการใช้งานไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดูแลพืช อย่างฉีดพ่นทางใบ จะใช้อัตราส่วนผสม ปุ๋ย 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อที่พืชจะนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที เร่งการติดดอก หากนำไปฉีดพ่นพืชที่มีใบบนมัน เช่น ใบยางพารา หรือใบบัว แนะนำให้ผสมสารจับใบร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะติด” ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างของปุ๋ยม่วง TPI ที่เหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์หมักทั่วไป คือกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง จนได้โมเลกุลขนาดเล็กที่พืชดูดซึมได้รวดเร็วทั้งทางใบและทางราก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กรดอะมิโน และสารอินทรีย์วัตถุ ช่วยกระตุ้นกระบวนการแบ่งเซลล์ เร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืช กลุ่มฮอร์โมนพืชธรรมชาติ มีสารสำคัญอย่าง ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) และ ไซโตไคนิน (Cytokinin) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการติดดอก ออกผล และลดปัญหาดอกหรือผลร่วง จุลินทรีย์มีประโยชน์และธาตุอาหารรองที่ครบถ้วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และลดการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดได้อีกด้วยเช่นกัน อย่าง พืชสวน/ไม้ผล (ทุเรียน, มะม่วง, ส้ม, ส้มโอ) ควรฉีดพ่นก่อนระยะออกดอกเพื่อสะสมอาหาร และฉีดซ้ำในช่วงเริ่มติดผล เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ผลสวย และรสชาติตีขึ้น , แปลงนาข้าว ฉีดพ่นช่วงข้าวเริ่มตั้งท้องและช่วงรวงข้าวเริ่มก้ม ช่วยเพิ่มน้ำหนักเม็ด รวงโต และลดปัญหาแกล้มหรือเมล็ดลีบ , พืชไร่ (ยางพารา, มันสำปะหลัง, อ้อย) ช่วยขยายขนาดหัวมัน เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนในยางพาราช่วยบำรุงเปลือกไม้และเพิ่มปริมาณน้ำยาง , ผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ใบเขียวสด ดอกดก สีสันสดใส และเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว
นอกเหนือจากเรื่องการเพิ่มผลผลิตแล้ว จุดเด่นที่ทำให้ปุ๋ยม่วง TPI กลายเป็นมิตรคู่ใจเกษตรกรคือ "ความคุ้มค่า" เนื่องจากเป็นสูตรเข้มข้นสูง ปุ๋ยเพียง 1 ลิตร สามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้มากถึง 500-1,000 ลิตร ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 30-50% อีกทั้งยังไร้สารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคปลายทาง ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่เข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืนได้อย่างลงตัว
ดังนั้น การมาถึงของปุ๋ยอินทรีย์น้ำอย่าง "ปุ๋ยม่วง TPI" ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้าสู่ยุค "เกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี" อย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

