อย่าให้ความหวังหยุดหน้าประตูศาล! 'ศิริโชค' ลุ้นศาลคดีทุจริตฯ นัดชี้ขาดอำนาจ ปมฟ้อง ป.ป.ช. ม.157

เห็นข่าว กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอำนาจของตน ซึ่งมีผลถึงว่าศาลฎีกาจะตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และทบทวนมติยกคำร้องของ กกต. ได้หรือไม่ ผมนึกถึงคดีตัวเองทันที
เพราะในคดีที่ผมฟ้องเจ้าหน้าที่และประธาน ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. ก็ขอให้ส่งประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีอำนาจพิจารณาหรือไม่ แม้เป็นคนละกลไกกฎหมาย แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเจอคล้ายกัน คือก่อนจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริง ต้องผ่านคำถามเรื่องอำนาจศาลให้ได้เสียก่อน
วันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดผมไปฟังคำสั่งเรื่องนี้ ( 5 พย 69) เวลา 09:30
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงฟ้อง ป.ป.ช.
เรื่องเริ่มจาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 กรณีให้บุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทน 1,335,778 บาท แลกกับการแต่งตั้งผู้อื่น ( ซื้อขายตำแหน่ง) เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.ช่วงปี 62
ตอนแรก นายณัฏฐ์ชนนโพสต์บอกประชาชนว่า มีผู้ใหญ่ใจดีช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ แต่เมื่อชี้แจงต่อ ป.ป.ช. กลับบอกว่าเป็นเงินของตนเองทั้งหมด จนกระทั่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายณัฏฐ์ชนนจึงยื่นขอทบทวนมติ อ้างเป็นเงินกู้ พร้อมนำสัญญากู้เงิน 900,000 บาทจากนายเนวิน ชิดชอบ มาอ้างว่าเป็นเงินที่นำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
แต่ตามเอกสารที่ผมนำมาเปิดเผย วันที่ 15 สิงหาคม 2567 นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เจ้าของสำนวน ได้ให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สัญญากู้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ ไม่อาจเปลี่ยนผลวินิจฉัย และการขอสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ
แต่หลังจาก ที่มีประธาน ป.ป.ช คนใหม่ วันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ประชุม กลับมีมติให้สอบพยานเพิ่ม 2 ปาก ทั้งที่ ขัดต่อระเบียบ
และการสอบพยาน 2 ปาก กลับยืดเยื้อ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 นายสุทธิคนเดิม ที่เคยไม่เห็นด้วย กลับสรุปให้ที่ประชุม สอบพยานเพิ่มเติมอีก โดยให้สอบนายเนวินเป็นพยานในประเด็นเงินกู้ที่ตนเคยเห็นว่าไม่ใช่หลักฐานใหม่
จากที่เคยบันทึกไว้ว่าไม่อาจรับฟังได้ อะไรทำให้เจ้าของสำนวนเปลี่ยนความเห็น?
คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีมาตั้งแต่ชั้นไต่สวน และเคยอยู่ฝ่ายที่เห็นว่าคดีไม่มีมูล ได้ขึ้นเป็นประธาน ป.ป.ช. และเป็นผู้กำกับดูแลสำนักเจ้าของสำนวนโดยตรงในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ผมจึงต้องการให้ตรวจสอบทั้งเหตุผลที่ความเห็นเปลี่ยน ความล่าช้าในการสอบพยาน และการทำหน้าที่ของผู้กำกับดูแล เพราะลากยาวมาแล้ว กว่า 5 ปี นี่คือที่มาของการฟ้องเจ้าของสำนวนและประธาน ป.ป.ช. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบเหล่านั้น เราต้องรอฟังเสียก่อนว่า ศาลนี้มีอำนาจพิจารณาหรือไม่
ท่านผู้พิพากษาเคยชี้แจงว่า ประเด็นนี้เป็นที่สนใจและถกเถียงกันมากในวงวิชาการ เพราะคำวินิจฉัยจะมีผลกว้างกว่าคดีของผม ผมจึงมองว่านี่อาจเป็นคดีวางบรรทัดฐานสำคัญต่อช่องทางที่ประชาชนจะใช้ตรวจสอบ ป.ป.ช.
หากศาลมีอำนาจ คดีก็เดินหน้าพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ แต่หากไม่มีอำนาจ ช่องทางที่ผมใช้ก็จะถูกปิดลง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดตามที่ฟ้องหรือไม่
ความหวังของประชาชนอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อเห็นความผิดปกติแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบ ต้องมีช่องทางให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ และผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการกระทำของตนได้
เพราะคนที่มีอำนาจตรวจสอบคนทั้งประเทศ ต้องไม่อยู่เหนือการตรวจสอบเสียเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

