คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

‘ศรัณย์วุฒิ’ คุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา อุทาหรณ์ถึง สก.กทม.ลงคะแนนแทนกัน
กรณีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เสียบบัตรและลงคะแนนแทนกัน ในที่ประชุมสภากทม.
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะแก้ตัวง่ายๆ แบบที่นายวิโรจน์ช่วยแถว่า ไม่มีค่าจ้างไม่ได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง
ในอดีต เคยมีบรรทัดฐานของสภาใหญ่ (สส.) ศาลพิพากษาจำคุก โดยไม่รอลงอาญา และตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต สส. ที่มีพฤติกรรมเสียบบัตรแทนกัน ลงคะแนนแทนกันมาแล้ว โดยไม่เกี่ยวว่าจะได้รับค่าจ้างในการกระทำดังกล่าวหรือไม่
และไม่ได้ผิดเฉพาะคนกดบัตรแทน แต่เจ้าของบัตรที่ถูกใช้ลงคะแนนแทนก็อาจมีความผิดได้ด้วยเช่นกัน
1. ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภา กทม. เพิ่งจะได้ลงนามตั้งคณะกรรมการจรรยาบรรณ/จริยธรรมเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงฯ อย่างเป็นทางการแล้ว
มอบหมายให้นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภา กทม. คนที่ 2 (ซึ่งทำหน้าที่ประธานสภาฯ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ) เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ร่วมกับประธานคณะกรรมการสามัญทั้ง 14 คณะของสภา กทม. กรอบเวลาการทำงาน 60 วัน ในการหาข้อสรุปและรู้ผล
หากพิจารณาแล้ว พบว่า มีความผิดไม่ร้ายแรง จะมีบทลงโทษเป็นเพียงการตักเตือน แต่หากพบว่า มีความผิดร้ายแรง สก.สามารถร่วมกันเสนอญัตติให้มีการลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
แน่นอน ประธานสภา กทม. คือ คนของพรรคส้ม และประธาน กมธ.ส่วนใหญ่ก็คนของพรรคส้ม ย่อมเสี่ยงครหาว่าช่วยปกป้องกันเอง หรือไม่ ?
กรณีนี้ นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก. เขตยานนาวา พรรคส้ม ผู้ถูกกล่าวหา ยอมรับว่า ตนเองเป็นผู้เอื้อมมือไปกดลงคะแนนให้ ว่าที่ร้อยตรี ไชราม ประกายกิจ สก. เขตสาทร จริง แต่อ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากนั่งผิดที่และกดปุ่มผิดเครื่องด้วยความเคยชิน ไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือตั้งใจเสียบบัตรแทนกัน พร้อมน้อมรับกระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอน
2. ก่อนหน้านี้ นายนภาพล จีระกุล สก. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะ ได้ยื่นเรื่องและส่งมอบหลักฐาน (เทปการประชุมและคลิปเหตุการณ์) ให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญา ตามมาตรา 157 และทางจริยธรรมขั้นเด็ดขาดแล้ว
3. กรณีล่าสุด อดีต สส. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ จากพฤติกรรมเสียบบัตรแทนกัน ลงคะแนนแทนกัน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.เขต 2 จ.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 14/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 26/2569
กรณีนายศรัณย์วุฒิ ยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง ไปอยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อให้ สส.นั้น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์กดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนตนเองในลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลฯในคดีนี้
บางส่วน เป็นอุทาหรณ์สำหรับ สส. สว. รวมถึง สก. ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ด้วย ดังนี้
“...มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) ฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น หรือยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นนั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....ตามฟ้องหรือไม่
...บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีไว้สำหรับใช้ในการแสดงตนและลงคะแนนในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย หรือการประชุมอื่นที่ต้องมีการแสดงตนและลงคะแนน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งมีหนึ่งเสียง จะมอบหมายให้ผู้อื่นหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นลงคะแนนแทนไม่ได้
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเสมือนสิ่งแทนตนที่จำเลยต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสดงตนและลงคะแนนในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จำเลยต้องเก็บรักษาไว้ด้วยตนเอง
แต่กลับปรากฏว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ไปใช้เพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุม ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพถ่าย ระบุชื่อ และชื่อสกุลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน
ผู้ที่พบเห็นสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายใด จึงยากที่จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง
นอกจากนี้ การใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงคะแนนในแต่ละครั้ง จะกระทำได้ต่อเมื่อประธานในที่ประชุมสั่งให้แสดงตน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่อง เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบเปิดระบบให้แสดงตน เสร็จแล้วจึงปิดระบบแสดงตน หลังจากนั้นประธานในที่ประชุมสั่งให้ลงคะแนน เจ้าหน้าที่เปิดระบบให้ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนน
ดังนี้ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์หลายใบ สำหรับเครื่องเสียบบัตรเดียวกัน จะต้องมีการดึงบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ออกจากเครื่องหลังจากแสดงตนแล้ว จากนั้นจึงต้องเสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกคนหนึ่งเพื่อแสดงตนและลงคะแนนตามขั้นตอนดังกล่าวสลับไปมาระหว่างการแสดงตนและลงคะแนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำหลายขั้นตอน
แต่กลับมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตน และลงคะแนนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
แสดงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องรู้ก่อนว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใดจะกลับเข้าที่ประชุมอีกเวลาใด โดยต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในครอบครองเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ไปกระทำการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจสำเร็จได้
ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยในวันที่ 19 กันยายน 2556 และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิก ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นจะตัดสินใจกระทำไปโดยพลการ ย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ในภายหลังหากจำเลยปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นผู้แสดงตนและลงคะแนนด้วยตนเอง
การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และฝ่าฝืนต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสามที่กำหนดว่าการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้
ทั้งยังเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา และอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดีเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้
...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า การแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่จะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คือผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น
การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน การกระทำนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน
และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันมิได้ จึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย
ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 3 วรรคสอง
ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122
และขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก เห็นว่า แม้ได้ความจากใบรับรองแพทย์และคำแถลงปิดคดีของจำเลยว่า ครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 จำเลยต้องเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากอาการกระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนทับเส้นประสาท มีอาการปวดร้าวลงขา รักษาด้วยวิธีผ่าตัดและเชื่อมกระดูกสันหลังตามโลหะที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง ภายหลังผ่าตัดไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายและปัสสาวะได้
ครั้งที่สอง จำเลยเข้ารับการรักษาอาการโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ กดทับเส้นประสาทข้อเอวที่ 4, 5 ผ่าตัดใส่นอตเชื่อมกระดูกและหมอนรองกระดูก มีอาการกลั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 จำเลยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อขยายโพรงเส้นประสาทช่วงข้อที่ 3, 4 ,5 ตามใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
แต่เมื่อขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง
ส่วนที่จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) อ้างเหตุเจ็บป่วยจำเลย ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย…
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน…”
การเสียบบัตรแทนกัน ลงคะแนนแทนกัน ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
และอาจไม่ได้ผิดเฉพาะคนกดบัตรแทน แต่เจ้าของบัตรที่ถูกใช้ลงคะแนนแทน ก็อาจมีความผิดได้ด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ความจริงแต่ละกรณีไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

