คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ทักษิณขอนิรโทษกรรมคดีเก่า หวังฟลุ๊ค หรือหวังอะไร?
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นขอนิรโทษกรรมคดีต่างๆ ที่ตนเองถูกพิพากษาความผิด โดยอ้างสิทธิหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขพ.ศ. 2568
1. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวนายทักษิณ เปิดเผยว่า นายทักษิณได้มอบอำนาจให้ตนยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปยังประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการ โดยตนหวังว่าจะมีการตีความแบบกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยพิจารณาอย่างรอบด้านจริงๆ
“การยื่นของนายทักษิณต้องการล้างมลทิน ท่านต้องการทำให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมดเพื่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การยื่นนี้ ท่านต้องการล้างมลทินเรื่องที่กล่าวหาท่าน และท่านได้รับโทษ ท่านต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุข ท่านอายุมากแล้ว และประสงค์ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง หรือไปลงการเมืองอะไร” นายวิญญัติกล่าว
2. รายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้น นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยว่า ตนขอไปดูก่อนว่ามีการยื่นเรื่องมาจริงหรือไม่ ถ้ายื่นมาจะมีการนำเข้าที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และหากยื่นมาแล้วจะต้องมีการนำเข้าประชุมเพื่อพิจารณาว่าคำร้องของนายทักษิณเข้าข่ายที่จะพิจารณาได้หรือไม่ ถ้าเข้าข่าย ที่ประชุมอนุกรรมการจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
3. รายละเอียด เงื่อนไข และขั้นตอนในการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
ฝ่ายทนายความของนายทักษิณระบุว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการยื่นเพื่อขอรับสิทธินิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุผลทางการเมืองทั้งหมด
ข้อมูลจริงปรากฏว่า นายทักษิณเคยต้องคำพิพากษาคดีหลักๆ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่
คดีที่ดินรัชดา - ทักษิณให้คู่สมรสเข้าเป็นคู่สัญญาซื้อที่ดินจากหน่วยงานรัฐที่อยู่ใต้กำกับดูแลของตนเอง ผลประโยชน์ส่วนตัวขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวมศาลพิพากษามีความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง คุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
คดีร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท - ทักษิณใช้วิธีซิกแซกโอนขายหุ้นชินฯ ไปให้แอมเพิล ริชที่จดทะเบียนบนเกาะฟอกเงินถือครอง แล้วตนเองก็เข้ามาเป็นนายกฯ อ้างว่าไม่ได้ถือครองหุ้นสัมปทานแล้ว แต่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติ ระบุว่า ทักษิณอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯ โดยมิชอบ 5 กรณี ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้แก่ กรณีแปลงค่าสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตกรณีสินเชื่อเอ็กซิมแบงก์ กรณีลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดแก่เอไอเอส กรณีโรมมิ่งเครือข่ายร่วม และกรณีสัมปทานดาวเทียมไอพีสตาร์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ฐานร่ำรวยผิดปกติ ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 4.6 หมื่นล้านบาท โดยยึดเอาจากเงินจากการขายหุ้นชินฯ มูลค่า 73,000 ล้านบาทที่อายัดไว้
คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ จำคุก 3 ปี - ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้แก่รัฐบาลเมียนมาในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต้นทุน เพื่อให้ทางการเมียนมานำเงินกู้ดังกล่าวไปจัดซื้อสินค้าและบริการด้านโทรคมนาคมจากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น ของตระกูลจำเลยอันเป็นการเอื้อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม)
คดีหวยบนดิน จำคุก 2 ปี
คดีซุกหุ้นชินฯ ไว้ในชื่อนอมินีและแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต จำคุก 5 ปี
คดีเหล่านี้ พ้นโทษแล้ว โดยสามคดีหลัง ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ
จำคุก 1 ปี
นอกจากนี้ ยังมีกรณีภาษีหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้านบาท ที่กลายมาเป็นคดีที่ฝ่ายทักษิณฟ้องต่อสู้ต่อศาลภาษี
และคดีอาญา มาตรา 112 ศาลอาญา ชั้นต้นยกฟ้อง คดียังอยู่ในชั้นอุทธรณ์
แต่เงื่อนไขตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ไม่ครอบคลุมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ คดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คดีมาตรา 112 เพราะฉะนั้นจะตีความว่าเข้าข่ายได้รับอานิสงส์ สุ่มเสี่ยงที่คนใครตีความอาจจะติดคุกตะรางเสียเอง
4. การยื่นคำร้องยังไม่ถือว่าได้รับนิรโทษกรรมในทันที
แต่จะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองตามกฎหมาย
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบความสอดคล้อง ว่าคดีดังกล่าวมีมูลเหตุจูงใจและเข้าข่ายคดีทางการเมืองตามหลักเกณฑ์หรือไม่
คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดในเชิงลึก โดยตามกฎหมาย คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเด็ดขาดในการวินิจฉัยสิทธิการได้รับนิรโทษกรรม ซึ่งคำวินิจฉัยจะถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ (แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย)
กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาคำร้องให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน หากมีความจำเป็น
5. “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ความเห็นว่าด้วยเรื่อง “มหากาพย์การเมืองและข้อกฎหมาย: เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยื่นคำร้องขอพ้นผิดใต้ร่ม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569”
ประเด็นที่น่าสนใจ ระบุว่า
“1. เปิดสาระสำคัญในคำร้องของ “ทักษิณ ชินวัตร”
ในคำร้องที่ยื่นต่อประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) นายทักษิณได้ยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:
1) คุณสมบัติและการเข้ามาสู่อำนาจ: อ้างถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19–20 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองและคดีความต่างๆ
2) การอ้างอิงบัญชีท้าย พ.ร.บ. และ ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ (Fruit of the Poisonous Tree): อ้างว่ากระบวนการดำเนินคดีและคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หลายคดี(รวมถึงคดีริบทรัพย์สิน ตามคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553) มีความเกี่ยวพันกับ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ฉบับที่ 30) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในลำดับที่ 29 จึงถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายนี้
3) การอ้างว่าไม่มีคดีใดที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายทักษิณกระทำความผิดฐานทุจริต หรือ ประพฤติมิชอบ : ไม่จะเป็นคดีริบทรัพย์สิน 46,373,687,554.70 บาท (คดี อม.1/2553) หรือคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี (คดี อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) แต่ปรากฏว่า ขณะขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นายทักษิณได้กราบบังคมทูลว่า ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าตนกระทำความผิด 3 คดี ได้แก่ความผิดต่อหน้าที่ราชการ (คดี อม.4/2551) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ (คดี อม.10/2552) รวมทั้งความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ (คดี อม.5/2551) ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ตนยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด และขอรับโทษตามคำพิพากษา
คำร้องของนายทักษิณที่ขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัยชี้ขาดการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จึงขัดหรือแย้งต่อคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 อย่างเห็นได้ชัด
2. มุมมองทางกฎหมาย: ทำไมคดีทุจริตจึง “ชนกำแพงตัน” ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้?
แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องให้คณะกรรมการฯ พิจารณาตามช่องทางของมาตรา 6 (2) ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากตัวบทกฎหมายอย่างรอบด้านแล้ว กลับพบอุปสรรคข้อกฎหมายที่สำคัญยิ่ง ซึ่งทำให้การขอรับนิรโทษกรรมในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดี อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ:
1) ติดล็อกข้อยกเว้นเด็ดขาดตาม “มาตรา 3”: พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิด
(1) ฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(2) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
(3) ที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (4) ต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้ง 3 คดีหลักแล้ว จะเห็นได้ว่าความผิดที่นายทักษิณกระทำล้วนแล้วแต่เป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตหรือประพฤติมิชอบ นายทักษิณจึงถูกตัดสิทธิจากการได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้โดยเด็ดขาด
... บทสรุปทิ้งท้าย
แม้ตาม มาตรา 6 (1) จะให้อำนาจคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขในการวินิจฉัยชี้ขาดและให้คำวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่สุด แต่คณะกรรมการฯ จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายแม่บทอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบทบัญญัติห้ามมิให้นิรโทษกรรมคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ตามมาตรา 3
ดังนั้น คำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร จึงถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาชิ้นสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้กลไกกฎหมายความปรองดอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับหลักนิติธรรมและข้อจำกัดทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างรัดกุม
ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ลีลาและพฤติกรรมทางการเมืองนั้น ยากที่จะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้จะก้าวเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัยแล้วก็ตาม” - วัส ติงสมิตร
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


