เท้งซัดอนุทิน เบี่ยงประเด็นฮั้วสว. โวลั่นทีเด็ดซักฟอก

เท้งซัดอนุทิน
เบี่ยงประเด็นฮั้วสว.
โวลั่นทีเด็ดซักฟอก
การเมืองสาดน้ำลายโหมโรง ศึกซักฟอก“ภราดร”ยืนกรานรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว. ชี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ยืนยัน 6 เดือนไม่มีเรื่องทุจริต ด้าน“เท้ง”นั่งไม่ติดหลังเจอสวนพวกแพ้เลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล ฟาดกลับนายกฯอย่าเบี่ยงประเด็น โวลั่นมีหลักฐานชัดเจนเก็บไว้เป็นหมัดน็อกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่“ปกรณ์”เดินหน้าจัดระเบียบปืนเถื่อนเผยมหาดไทยจ่อเสนอเอามาคืนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนว่าตามที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้มีการควบคุมอาวุธปืนและให้ตนดูแลปรับปรุงข้อกฎหมายใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมาขอหารือนอกรอบเพื่อกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน
ปกรณ์ชี้ปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด
เมื่อถามว่ารายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืนการพกพาจะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์คือ ต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาตรวมถึงการนำไปใช้ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องกระสุนปืนที่จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเช่นเดียวกันระบบการอนุญาตที่ต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือออกคนละใบสองใบแล้วไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมดซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง
เมื่อถามว่าปืนที่ขณะนี้มี 10ล้านกระบอกในประเทศจากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า“ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม”
ย้ำร้านขายปืน ต้องช่วยควบคุม
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วยว่าจะขายให้ใครและเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด
มท.เสนอคืนปืนเถื่อนไม่ต้องรับผิด
นายปกรณ์ กล่าวว่าในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน อยู่ในสิ่งที่กำลังทำ
แนะปชช.อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฏหมายมาคือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาตแต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1,000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ พี่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา
ย้ำปืนจำนำไม่ได้-ให้เอามาคืนหลวง
เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ
เมื่อถามย้ำว่ารวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์ กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฏหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง
กฎหมายปืนแต่ละปท.ไม่เหมือนกัน
เมื่อถามว่าจะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงคราม เพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืนดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อเพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆอย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน
‘ภราดร’เมินฝ่ายค้านจั่วซักฟอกฮั้วสว.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังเปิดสมัยประชุมสภาว่า ต้องดูว่าฝ่ายค้านจะตกลงกันว่าจะยื่นเปิดอภิปรายตามมาตรา 151เมื่อใด หรือจะยื่นตามมาตรา 152ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องรอดูฝ่ายค้านก่อนเมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีความพยายามนำเรื่องคดีฮั้วสว.มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศในปี 2569 ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1ก็ปี2568 แต่คดีฮั้วสว.เกิดขึ้นเมื่อปี2567ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในประเด็นใด ต้องดูหลักการและเหตุผลในญัตติก่อน
ไม่ต้องเก็งตรียมวางแผนรับมือ
เมื่อถามว่ามีการเก็งบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบเรื่องใดมาอภิปรายบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ได้เก็งอะไร คงอีกสักพักและไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงใดเมื่อถามว่าจะต้องมีการประชุมวางแผนเตรียมพร้อมรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทำงานก่อน หากมีการยื่นอภิปราย ค่อยมาศึกษาแล้วเตรียมตอนนั้น
ย้ำ6เดือนรัฐบาลยังไม่มีทุจริต
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจั่วว่าประเด็นการทุจริตจะเป็นประเด็นหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน ยังไม่เห็นมีเรื่องทุจริตอะไร มีแต่มาแก้ไขปัญหา ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่าทุจริตเช่นเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ แต่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายครั้งที่มีการสอบ ตั้งแต่ปี 2562
ไชยชนกไม่รู้จักวิทยาหลังปชน.โยงภท.
ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.)กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว.โดยเชื่อมโยงถึงนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดยนายไชยชนก ตอบเพียงสั้นๆว่า“ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร”ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เท้งซัดรบ.หวังสกัดซักฟอกโกงสว.
วันเดียวกัน ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงคดีการโกงสว.ว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยแต่กลายเป็นว่ากลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาลว่าโกงสว.ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองจะเอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือซึ่งการแสดงความคิดความเห็นลักษณะเช่นนี้เป็นการพยายามที่จะเตะสกัดการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านและขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ
ซัดนายกฯเบี่ยงประเด็นถูกซักฟอก
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้วสว.เพราะอยากเป็นรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายกฯพยายามเบี่ยงประเด็น จากหลักฐานที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) รวมถึงภาคประชาชนเปิดมาเรื่อยๆ นายกฯอาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมด วิธีการเดียวที่จะเบี่ยงประเด็น ไม่อยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบในสภาได้อย่างเต็มที่ จึงเบี่ยงประเด็นโยนมาที่ฝ่ายค้านว่าอยากไปเป็นรัฐบาล
“ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่องกันและพรรคการเมืองทุกพรรคที่อาสาลงเลือกตั้งก็อยากเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งใจลงเลือกตั้งเพื่ออยากจะแพ้การเลือกตั้งฉะนั้นผมไม่ปฏิเสธจุดมุ่งหมายของพรรคประชาชนคืออยากเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้นแต่นายกฯเองก็ไม่ควรจะใช้วาทกรรมแบบนี้มาเบี่ยงประเด็นเพื่อที่คุณจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในสภา” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ชี้หลักฐานชัดกกต.ต้องส่งศาลฎีกา
เมื่อถามว่ามองว่าสุดท้ายหากคดีฮั้วสว. ไม่ได้ถูกชี้มูลทั้งหมด 229 คนจะเป็นการฟอกขาวหรือเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากหลักฐานที่มีการเปิดเผยออกมาทั้งหมด กกต.ต้องส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าแค่มีหลักฐานเพียงความเชื่อได้ว่า ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งศาล แต่ถ้าหากมีกรณีส่งบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนก็เตรียมที่จะร้องคัดค้านไว้เรียบร้อยแล้วงก็คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 1ช่องทาง ถ้ากกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง ดำเนินคดีกับกกต.เช่นเดียวกัน
ลั่นเกมบีบนายกฯต้องถูกตรวจสอบ
เมื่อถามว่าตอนนี้เหมือนมีเกมการเมืองที่จะบีบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลาออก นายณัฐพงษ์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีทางเลือกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาหรือลาออก ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญของคนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตอบคำถามจากประชาชนได้ ตนคงไปตัดสินใจแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ว่าจะยุบสภาฯ หรือลาออกเมื่อไหร่ อยู่ที่ตัวท่านเองเพราะสุดท้ายประชาชนก็จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งอยู่แล้ว
ส่วนที่มองเป็นการสกัดหรือตีกันเองในขั้วเดียวกันหรือไม่นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคประชาชน พูดมาโดยตลอดว่ามองผิวเผินภายนอกระบอบสีน้ำเงิน อาจจะมองดูว่าแข็งแต่ภายในตราบใดที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ได้ยึดโยงกันด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพราะแก้ปัญหาร่วมกัน
เชื่อระบอบสีน้ำเงินยึดโยงผลประโยชน์
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่าตนเชื่อว่าโครงสร้างของระบอบสีน้ำเงินที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์แบบนี้ตัวมันเองก็จะบอบบางภายในซึ่งตอนนี้ก็เห็นรอยร้าว หลายๆเรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหนถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรก แล้วเสียประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งในกระบวนการก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้ายเราบอกแบบนี้ก็เป็นระบอบที่กัดกินตัวเอง และพวกเราฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภาฯ
โวมีหลักฐานเด็ดเก็บไว้เปิดช่วงซักฟอก
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่ตนก็มี แต่ทีมงานยังไม่ให้โพสต์หรือเปิดเผยออกมา ขอให้เก็บไว้เปิดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า ทั้งนี้ ในนามผู้นำฝ่ายค้านฯจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ไม่ได้ใช้ไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม
เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วยังไม่เห็นปัญหาทุจริต ฝ่ายค้านกังวลหรือไม่ว่าจะเป็นเหมือนการปิดตาข้างเดียวหรือเป่าคดีต่างๆ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า “ลองถามคำถามเดียวกัน กับคนหลายๆ กลุ่มในสังคมดูก็จะได้คำตอบ”
ปชน.จวกกกต.ยับไร้ความน่าเชื่อถือ!
ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน(ปชน.)แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในขณะนี้ว่าขอเรียกร้องให้กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้วส.ว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ความน่าเชื่อถือของกกต.แทบไม่เหลือแล้วและยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่กกต.ให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการกกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพยส.ว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจากเคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยานซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ
จี้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาฟันคดีฮั้วสว.
นายภัณฑิลกล่าวว่าเมื่อกกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดีส.ว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้าและหลักฐานที่ชัดเจนกกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้นกกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่าสำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือกกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล
ชี้หลักฐานเพียบยังไม่เพียงพออีกหรือ
เมื่อถามกรณีที่นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการกกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนักก็สามารถส่งศาลฎีกาได้และกรรมการกกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่26เป็นหลักและใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่านอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยนายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบินโพยพฤติกรรมต่างๆแล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ
“ดังนั้นถ้ากกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอแล้วยังต้องการอะไรอีกขอย้ำว่ายังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วยสส.ของสส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยงและมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน”นายภัณฑิล กล่าว
ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอม.157แน่
นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่าสุดท้ายแล้วหากกกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วส.ว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางรายก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้นจึงขอให้กกต.ตระหนักว่าการลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ(กมธ.)มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้นเรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

