คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ตอกตะปู ปิดฝาโลง
เห็นการ์ตูนแนวหน้า โดยคุณพจน์ เขียนถึงกรณีทักษิณยื่นขอนิรโทษกรรมคดีของตนเอง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ โดยอ่านเกมเป็นนัยว่า ถ้านิรโทษกรรมให้แล้ว จะสั่งยกมือไว้วางใจให้ “เชื่อผม ผมวางมือทางการเมืองแล้ว”
ได้แต่นึกขำ และชื่นชมอารมณ์ขัน เสียดแทง อ่านการเมืองหลายมุม
1. ฟันธงการเมืองไว้ตรงนี้ ว่ารัฐบาลจะผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ “จิตใจผุพังฯ” แบบสบายๆ
เพิ่งทำงานหลังเลือกตั้งใหญ่มาไม่กี่เดือน เพิ่งได้จัดทำงบประมาณแผ่นดิน แล้วงบประมาณแผ่นดินเพิ่งเริ่มใช้ ยังมีโอกาสทำงานแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกต่อไปจนกว่าจะมีกรณีทุจริตที่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่แค่วาทกรรมประดิษฐ์ แบบที่ฝ่ายค้านพรรคส้มใช้ปั่นหัวสาวก นั่นจึงจะล่มสลาย ไม่อย่างนั้นก็ยาวไป
2. พรรคเพื่อไทยจะยกมือสนับสนุน เพื่อทำงานร่วมรัฐบาลกันต่อไป
หากเพื่อไทยบิดพลิ้ว ก็จะมีเสียงจากพรรคอื่นสนับสนุนจนผ่านไว้วางใจอยู่ดี
3. ส่วนที่ทนายทักษิณยื่นขอนิรโทษกรรมต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ นั้น เป็นการยื่นตามสิทธิ
แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย ก็ต้องพิจารณาตามกรอบของกฎหมาย
จะทำตัวเป็นกฎหมายเสียเอง หาได้ไม่
บรรดาสารพัดข้ออ้างที่ฝ่ายทักษิณยกมา เช่น ผลจากต้นไม้พิษ ฯลฯ ล้วนผ่านการต่อสู้ในชั้นศาลฎีกามาหมดแล้ว ตีตกไปหมดแล้วทั้งสิ้น
และฟันธงไว้ตรงนี้ว่า คดีของนายทักษิณไม่เข้าข่ายจะได้รับนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

4. ข้อเขียนของวัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง เหมือน “ตอกตะปู ปิดฝาโลง” เรียบร้อย
ว่าด้วยเรื่อง “กาง พ.ร.บ.สันติสุขฯ 2569: ไขข้อสงสัย “ทักษิณ” ขอนิรโทษฯ-ล้างมลทินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านได้หรือไม่?”
เนื้อหาใจความสำคัญ ระบุว่า
“...เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยถึงเหตุผลการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอสิทธินิรโทษกรรมให้นายทักษิณ ชินวัตร เฉพาะคดีที่ตัดสินแล้ว โดยชี้ว่านายทักษิณเป็นเหยื่อ “ต้นไม้พิษ” จากการรัฐประหาร พร้อมจวกฝ่ายค้านว่าเป็นพวกได้ประโยชน์จากกฎหมายเดียวกันแต่กลับกีดกันผู้อื่น ทั้งนี้ ยืนยันว่าเป็นการใช้สิทธิเพื่อใช้ชีวิตปกติในวัยชรา และขอให้คณะกรรมการฯ ยึดเจตนารมณ์สร้างสันติสุขโดยไม่ตัดสิทธิเพียงเพราะคำว่า “ทุจริต”
ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง! จากคำร้องที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ขอให้ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มีคำวินิจฉัยว่าตนได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง
คำร้องดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญคือการขอให้คณะกรรมการฯ พิจารณา “ล้างมลทิน” จากคดีอาญา 3 คดี ประกอบด้วย: 1. คดีเงินกู้ EXIM Bank (คดี อม. 4/2551) 2. คดีแก้ไขสัมปทานโทรคมนาคมแก่ชินคอร์ป (คดี อม. 5/2551) และ 3. คดีหวยบนดิน (คดี อม. 10/2552)

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการขอให้พ้นจากความรับผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ศาลสั่งให้เงินจากการขายหุ้นและเงินปันผลของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 46,373,687,554.70 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน (คดี อม. 1/2553) อีกด้วย
เจาะลึกฐานทางกฎหมาย: นิรโทษกรรม vs การล้างมลทิน
ในทางกฎหมาย พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีบทบัญญัติกำหนดให้การกระทำที่เข้าเงื่อนไข “ไม่เป็นความผิด” และให้ถือว่าผู้ได้รับสิทธิไม่เคยเป็นผู้กระทำความผิด รวมถึงสั่งให้ลบประวัติอาชญากรรม
แม้จะมีผลลัพธ์บางประการคล้ายคลึงกับการล้างมลทิน แต่ในทางหลักการแล้ว ฐานทางกฎหมายโดยตรงคือการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. เฉพาะฉบับนี้ ไม่ใช่การล้างมลทินตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินโดยตรงแต่อย่างใด
สำรวจเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
หากพิจารณาจากตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีขอบเขตและเงื่อนไขที่ชัดเจน ดังนี้:
1. การกระทำและระยะเวลาที่ได้รับประโยชน์ (มาตรา 7)
ต้องเป็นการกระทำของบุคคลที่ เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือ แสดงออกทางการเมือง
มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง
เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
เป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ หรือฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน
2. ประโยชน์ที่จะได้รับ
ให้การกระนั้นไม่เป็นความผิด และผู้กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด (ถือว่าไม่เคยกระทำความผิด)
พ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย (เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
3. ข้อยกเว้น! การกระทำความผิดที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม
กฎหมายได้วางข้อยกเว้นอย่างเด็ดขาดไว้ 4 ประการ ได้แก่:
1) ฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
2) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
3) การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส
4) ความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะราย/เฉพาะกลุ่ม (ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ)
นิยามความหมาย: “ทุจริตต่อหน้าที่” และ “ประพฤติมิชอบ”
เมื่ออ้างอิงตาม มาตรา 3 ของ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 และมาตรา 4 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กฎหมายได้ให้ความหมายไว้อย่างครอบคลุม:
“ทุจริตต่อหน้าที่” : หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ ทำ หรือ ไม่ทำ ตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง (รวมถึงการ แอบอ้างว่ามีตำแหน่ง) โดยมีเจตนาเพื่อ แสวงหาผลประโยชน์มิชอบ ให้ตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
“ประพฤติมิชอบ” : หมายถึง การกระทำที่ไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่ แต่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยตำแหน่งอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติ คณะรัฐมนตรี ที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน
ย้อนดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ระบุฐานความผิดของนายทักษิณ ชินวัตร ไว้อย่างชัดเจนในทั้ง 4 คดี:
1)คดีเงินกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152)
2) คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)
3) คดีแก้ไขสัมปทานชินคอร์ป (อม. 5/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152)
4) คดี ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน (อม. 1/2553): ศาลมีคำสั่งให้เงินจากการขายหุ้นและเงินปันผล จำนวน 46,373,687,554.70 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน (เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่)
สรุปบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย: ทำไมคำร้องนี้จึงไม่ผ่านเงื่อนไข?
เมื่อนำข้อเท็จจริงมาเปรียบเทียบกับหลักกฎหมาย สามารถสรุปเหตุผลได้เป็น 2 ประเด็นหลักดังนี้:
1) เป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่: คดีทั้ง 4 ของนายทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ แม้ศาลจะไม่ได้ใช้ชื่อข้อหาหรือฐานความผิดโดยตรงว่า ทุจริต หรือ ประพฤตมิชอบ แต่ตามเนื้อหาของคำพิพากษาล้วนเป็นการกระทำที่เป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่จะขอรับประโยชน์ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรา 3 ไม่ได้
2) ไม่เข้าลักษณะการแสดงออกทางการเมือง: การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตามที่ มาตรา 7 กำหนดไว้
ข้อสรุป:
จากเหตุผลทางกฎหมายทั้งหมดข้างต้น ความผิดของนายทักษิณ ชินวัตร จึง “ไม่อยู่ในขอบเขตที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรม” และ ไม่สามารถพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามคำร้องขอ ได้ด้วย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ฉบับนี้
ไม่ว่าจะเป็นการล้างมลทินในคดีทุจริตต่อหน้าที่ และไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ
จบข่าว
แยกย้ายไปทำอย่างอื่นกันดีกว่า
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

