ชี้คลังอาหารใกล้วิกฤต IMFเขย่าโลก เจอผลกระทบรอบด้าน รัฐบาลตอบโต้เฟคนิวส์

IMF เขย่าโลกชี้วิกฤตความมั่นคงทางอาหารจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งต้นทุนการผลิต ราคาอาหาร และค่าครองชีพ พร้อมเน้นการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบางและการรับมือวิกฤตอย่างยั่งยืน โต้ข่าวปลอมเจ้าหน้าที่บริหาร IMF ตำหนิประเทศไทย ระบุเป็นเรื่องเท็จ ชี้มือบอน จงใจดิสเครดิต-ทำแปดเปื้อน รัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า ในการเสวนาหัวข้อ “Food Security in an Age of Shocks” (ความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางวิกฤตและความผันผวนของโลก) ภายใต้การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดการเสวนาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญภาวะช็อกด้านราคาอาหารอย่างต่อเนื่อง จากความขัดแย้ง การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์ สภาพอากาศรุนแรง และความผันผวนของต้นทุนพลังงานและปุ๋ย ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและการเข้าถึงอาหารของประชาชน ความมั่นคงทางอาหารโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ผันผวนยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชน
นายวัลเดสระบุว่า ความเสี่ยงที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงความผันผวนของราคาอาหารโลก แต่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เมื่อสภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น อาจทำให้ราคาอาหารในประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหาร นอกจากนี้ วิกฤตอาหารยังส่งผลต่อฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรายได้และภาระหนี้ จึงจำเป็นต้องเตรียมระบบคุ้มครองทางสังคมให้พร้อมก่อนเกิดวิกฤต ทั้งฐานข้อมูลประชาชน ระบบการจ่ายเงินช่วยเหลือ และมาตรการสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปยังครัวเรือนเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือได้รวดเร็วและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนายไนเจล คลาร์ก (Nigel Clarke) รองกรรมการจัดการ IMF กล่าวว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นซ้ำ ไม่ใช่เพียงวิกฤตด้านมนุษยธรรมชั่วคราว โดยเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางและยูเครนสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดอาหาร พลังงาน การขนส่ง และปุ๋ย สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศมีภาระหนี้สูง ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยและประเทศที่มีความเปราะบาง ซึ่งต้องรับมือทั้งผลกระทบต่อประชาชนและแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การดำเนินมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังในระยะยาว
ขณะที่นายบีฮี อิมาน เอเกห์ (Bihi Iman Egeh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศว่า กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านซ้อนกัน ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ความไม่มั่นคงภายในประเทศ การลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ต้นทุนอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร
ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังบูร์กินาฟาโซ นายอาบูบาการ์ นากานาโบ (Aboubakar Nacanabo) ระบุว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เพียงปัญหาภาคเกษตรกรรม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การคลัง และความมั่นคงของประเทศ โดยบูร์กินาฟาโซต้องรับมือกับปัญหาความมั่นคง ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดด้านงบประมาณไปพร้อมกัน ความท้าทายสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อดูแลครัวเรือนเปราะบาง
ทั้งนี้ การเสวนาสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตความมั่นคงทางอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศที่ประสบภัยพิบัติหรือความขัดแย้งโดยตรง แต่สามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านราคาสินค้า พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานโลก การรับมือจึงต้องให้ความสำคัญทั้งการสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหาร การคุ้มครองประชาชน และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
ด้าน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการประชุมดังกล่าว ขณะนี้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว จากการรับฟังคนที่มาร่วมงานมีความประทับใจในการจัดงาน รวมถึงเนื้อหาสาระของงานที่มีความเข้มข้น แต่อยากให้ประชาชนช่วยกันสังเกตข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก เหมือนมีความจงใจปล่อยออกมาพยายามดิสเครดิตว่าการจัดประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้รับโอกาสหรือถูกโจมตี ซึ่งจากการตรวจบางสำนักข่าวที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่บริหาร IMF ตำหนิประเทศไทย ทั้งที่ข้อเท็จจริงสิ่งที่เขาพูดไม่มีการตำหนิประเทศไทย แต่เป็นการพูดพูดถึงวงกว้างว่าทั่วโลกเผชิญกับปัญหาอะไร ในทางกลับกันเขายังได้ชื่นชมประเทศไทยว่าได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี AI และประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจด้านการค้าขายระหว่างประเทศค่อนข้างสูง แต่ถูกเพจสำนักข่าวดังกล่าวบิดเบือน และให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งวันนี้รัฐบาลส่งข้อมูลไปศูนย์ข่าวปลอมของกรมประชาสัมพันธ์แล้ว
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการตัดคำพูดของนายกรัฐมนตรีในเวที CNN Global Perspectives: In Bangkok ซึ่งตั้งใจจัดเป็นเวทีคู่ขนานกับการประชุม World Bank เพื่อนำเสนอมุมมองของประเทศไทยสู่ชาวโลก โดยได้ตัดท่อนที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงโอเลี้ยงว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่มีใครพูดถึงภาพรวมการพูดของนายกรัฐมนตรีที่พูดถึงการเปิดโอกาสประเทศไทยสู่เวทีโลก การเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย และสิ่งที่ประเทศไทยได้ทำเพื่อขับเคลื่อนให้ได้อยู่ในจุดที่สายตาชาวโลกมองเห็น ที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยได้เป็นจุดยืนผู้นำด้านการเงินการคลังระหว่างประเทศได้ด้วย
ดังนั้น การจัดงาน World Bank ครั้งนี้ คิดว่าคนไทยทุกคนควรจะภูมิใจ แต่เสียใจที่คนบางส่วนใช้โอกาสนี้ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นความภาคภูมิใจทำให้แปดเปื้อนหรือสูญเสียไปเพียงแค่หวังโจมตีรัฐบาล อย่าลืมว่า 35 ปีที่แล้ว World Bank มาจัดที่ประเทศไทย ขณะนั้นเรายังเป็นประเทศยากจน ผ่านมาวันนี้ประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น การที่มีคนบางกลุ่มต้องการปล่อยภาพหรือข่าวที่เป็นข้อความเท็จ ทำให้ความตั้งใจเล็กๆน้อยๆของคนที่มาร่วมงานสูญเสียไป จึงคิดว่าอีกครึ่งทางของการจัดงาน อยากให้ทุกคนมาเป็นเจ้าภาพที่ดีไม่ต้องชื่นชอบหรือเชียร์รัฐบาลก็ได้ แต่ขอให้ดูงานนี้ด้วยความเป็นกลาง และคิดว่าจะใช้ประโยชน์ให้ประชาชนอย่างไร ไม่ต้องคิดว่าเป็นผลงานรัฐบาลหรือหน้าตาของนายกรัฐมนตรี แต่ให้คิดว่าเป็นหน้าตา และผลงานของประเทศร่วมกัน จึงอยากเชิญชวนให้มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าข่าวดังกล่าวมาจากสำนักข่าวหรือตั้งตัวเป็นสำนักข่าว แต่ว่ามีการใช้บัญชีโซเชียล ซึ่งรัฐบาลดำเนินการส่งไปศูนย์ข่าวปลอมเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเฟคนิวส์ และประชาชนควรติดตามต่อหรือไม่ เพราะการเอาข้อมูลเท็จไปแชร์โดยไม่ได้ตรวจสอบเป็นเรื่องที่น่ากังวล รัฐบาลไม่ได้ต้องการเอาผิดหรือไล่ฟ้อง แต่อยากให้นำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 15ตุลาคม2569 กลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ ได้นัดมวลชนรวมตัวกันที่ห้าแยก ณ ระนอง มุ่งหน้ามายังบริเวณศูนย์ประชุมสิริกิติ์ฯ ประท้วงต่อต้านการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเข้าร่วมประชุม ในขบวนมีการถือป้าย และหุ่นสัญลักษณ์ต่างๆเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านการประชุมที่อ้างว่าเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ขณะที่การรักษาความปลอดภัยในการจัดการประชุม เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ ปิดถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกอโศกมนตรี จนถึงแยกพระราม 4 ทั้งสองฝั่ง
โดยก่อนการเคลื่อนมวลชน นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ได้ประกาศถึงสาเหตุในการชุมนุมครั้งนี้ ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน ความยากจน และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ส่วนไอเอ็มเอฟกับธนาคารโลกกำหนดทิศทางการพัฒนาเงื่อนไขทางการเงินและเงินกู้ พร้อมประกาศจุดยืนคัดค้านบทบาทของทั้งสององค์กรและรูปแบบการพัฒนาที่เครือข่ายมองว่าไม่เป็นธรรมต่อประชาชน พร้อมทั้งกล่าวโจมตีรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน
เมื่อขบวนของผู้ชุมนุมเดินมาถึงสี่แยกพระราม 4 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าเรือ สกัดกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนต่อ พร้อมประกาศการชุมนุมผิดกฎหมาย ไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านไปได้ แต่ทางกลุ่มยังคงยืนยันเจตนาเดิม โดยมีผู้นำม็อบประกาศเร่งเร้าให้มวลชนเคลื่อนยังยังศูนย์ประชุมสิริกตติ์ให้ได้
จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งขึ้นไปบนสะพานลอยข้ามแยกพระราม 4 และพยายามติดป้ายผ้าเพื่อแสดงออกทางสัญลักษณ์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดเอาไว้ มีการยื้อยุดฉุดกระชากกันเกือบ 10 นาที โดยทางผู้ชุมนุมได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้เจ้าหน้าที่หยุดใช้ความรุนแรงอ้างว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้หยุดการใช้กำลังทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นไปแขงนป้ายแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ได้ “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต”
ด้านตำรวจยังคงมีการตรึงกำลังเข้ม เพื่อรักษาความปลอดภัย พร้อมแจ้งปิดการจราจร ตั้งแต่แยกอโศกมนตรี (ถนนสุขุมวิท) ถึงแยกพระราม 4 ระหว่างวันที่ 15–16 ตุลาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

