'ดร.สุวินัย' เตือนสติสังคม ชำแหละการขบถ 'คนรุ่นเดินละเมอ' จากฝรั่งเศสถึงประเทศไทย

จากสถานการณ์การชุมนุมประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีประชาชนออกมาร่วมชุมนุมมากกว่า 500,000 คน และเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ทวีความรุนแรงลุกลามเป็นการจลาจลทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ก่อเหตุจุดไฟเผาอาคาร รถยนต์ และศาลาว่าการเมือง รวมถึงมีการบุกปล้นร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง หลุยส์ วิตตอง จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลต้องนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมและเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด จนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ใน ความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ
ล่าสุดวันนี้ 19 ตุลาคม 2569 ดร. สุวินัย ภรณวลัย โพสต์ร่ายยาวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส โดยระบุว่า "การขบถและฝันสลายของคนรุ่น "เดินละเมอ" : จากฝรั่งเศสถึงประเทศไทย

/////
1. คนที่เดินอยู่ อาจไม่ได้ตื่นอยู่เสมอไป
คนละเมอเป็นปรากฏการณ์ประหลาดร่างกายลุกขึ้นจากเตียงสองเท้าก้าวเดินบางคนเปิดประตู บางคนเดินลงบันได บางคนทำกิจกรรมที่ดูเหมือนมีจุดมุ่งหมาย แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริง เขากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในโลกจริงโดยที่จิตยังจมอยู่ในโลกแห่งความฝัน
.....
ภาพการประท้วงของคนหนุ่มสาวในฝรั่งเศสทำให้คำคำหนึ่งผุดขึ้นมา Sleepwalking Generation หรือคนรุ่นเดินละเมอ ผมไม่ได้สนใจว่าผู้ชุมนุมเหล่านั้นจะเรียกร้องอะไรบ้างเป็นพิเศษ เพราะการเรียกร้องความเป็นธรรม
เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สะกิดใจผมคือ มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวอย่างจริงจังทุ่มเทอย่างจริงจังและเชื่อมั่นอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่เข้าใจโลกที่ตนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอได้หรือไม่ คำถามนี้ทำให้ผมหันกลับมามองประเทศไทย เพราะบางทีเราอาจมี "คนรุ่นเดินละเมอ" อยู่ในสังคมไทยเช่นกัน และพวกเขาอาจไม่ได้อยู่เฉพาะบนท้องถนน
.....
2. คนรุ่นที่เติบโตมากับคำมั่นสัญญา
คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากเติบโตขึ้นมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาของสังคมตั้งใจเรียนแล้วจะมีงานดีเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะมีอนาคตทำงานหนักแล้วจะสร้างฐานะได้มีความสามารถแล้วจะได้รับโอกาส และเมื่อประเทศพัฒนาขึ้น
ชีวิตของคนรุ่นใหม่ก็ควรดีกว่าคนรุ่นก่อนในอดีต คำมั่นสัญญาเหล่านี้ไม่ได้ไร้เหตุผลมันเคยสอดคล้องกับประสบการณ์ของคนจำนวนหนึ่ง ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว ปริญญามหาวิทยาลัยไม่ได้รับประกันงานที่มั่นคงการทำงานหนักไม่ได้รับประกันความมั่งคั่ง ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่อาจเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการออม ขณะที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศอีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงพบความย้อนแย้งพวกเขาทำตามคำแนะนำของคนรุ่นก่อน แต่กลับไม่ได้รับผลลัพธ์แบบที่คนรุ่นก่อนเคยได้รับความผิดหวังจึงเกิดขึ้น โดยที่ความผิดหวังนั้นมีเหตุผลรองรับอยู่ไม่น้อย ปัญหาเริ่มต้นเมื่อความผิดหวัง ถูกปลุกปั่นจนเปลี่ยนเป็นความเชื่อว่าต้องมีใครบางคนขโมยอนาคตของพวกเขาไป (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
3. เมื่อความผิดหวังต้องการผู้ร้าย
มนุษย์ไม่ชอบความไม่แน่นอนโดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนนั้นเกี่ยวข้องกับอนาคตของตนเอง หากชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราย่อมต้องการคำอธิบายและคำอธิบายที่เข้าใจง่ายที่สุด มักเป็นคำอธิบายที่มีผู้ร้าย นักการเมืองเลว สถาบันกษัตริย์ รัฐพันลึก คนรุ่นเก่าเห็นแก่ตัว ระบบราชการล้าหลัง นายทุนเอาเปรียบ กะลาแลนด์ ระบอบสีน้ำเงิน หรือโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้อาจมีอยู่จริง และหลายเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
แต่ความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นคือไม่ใช่ความผิดหวังทุกอย่างจะสามารถอธิบายได้ด้วยเจตนาร้ายของใครบางคน เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า ไม่ได้เกิดจากคนกลุ่มเดียวผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงพอไม่ได้เกิดจากรัฐบาลชุดเดียว
การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการแข่งขันจากเทคโนโลยี AI ก็ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย ในเมื่อปัญหามีหลายสาเหตุ แต่หากผู้นั้นยืนยันว่าจะต้องมีผู้ร้ายเพียงคนเดียว ผู้นั้นกำลังทำให้โลกเข้าใจง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราเข้าใจโลกได้ถูกต้องขึ้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินละเมอทางการเมือง
.....
4. การขบถที่ต้องการเปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นความคิดของตนเอง
การขบถเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์คนหนุ่มสาวตั้งคำถามกับระเบียบเดิมไม่ยอมรับอำนาจที่ไร้เหตุผลและเรียกร้องให้สังคมเปลี่ยนแปลงหลายครั้งการขบถเช่นนี้นำไปสู่ความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่การขบถมีความย้อนแย้งอย่างหนึ่งผู้ขบถอาจต้องการเปลี่ยนโลกทั้งใบ โดยไม่เคยตั้งคำถามกับสมมติฐานของตนเอง เขาอาจไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อสถาบันเก่า ไม่เชื่อคำอธิบายของคนรุ่นก่อน แต่กลับเชื่อ "ผู้นำทางความคิด"ของตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข
เขาอาจเรียกร้องเสรีภาพทางความคิด แต่ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่างจากกลุ่มของตน เขาอาจต่อต้านอำนาจนิยม แต่กลับใช้แรงกดดันทางสังคมบังคับให้ผู้อื่นต้องคิดเหมือนตนเอง และเขาอาจเรียกร้องสังคมที่มีเหตุผล แต่ตัดสินคนอื่นด้วยความโกรธก่อนจะรับฟังเหตุผลของอีกฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้การขบถจึงอาจเปลี่ยนจากการปลดปล่อยความคิด มาเป็นการสร้างกรงขังทางความคิดแบบใหม่เพียงแต่เปลี่ยนผู้ถือกุญแจเท่านั้น
.....
5. จากการเมืองแห่งเหตุผล สู่การเมืองแห่งความรู้สึก
โลกดิจิทัลทำให้ "การเดินละเมอ" มีลักษณะพิเศษ เพราะในอดีต คนที่เชื่ออะไรผิด ๆ อาจต้องเผชิญคำทักท้วงจากคนรอบข้าง แต่ในโลกออนไลน์ อัลกอริทึมสามารถพาเขาไปพบผู้คนจำนวนมหาศาล ที่เชื่อเหมือนกัน ความเชื่อจึงได้รับการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีก ความโกรธได้รับเสียงปรบมือ ความเกลียดชังได้รับยอดแชร์ และความมั่นใจอาจเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเมืองจึงมีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนจากการแข่งขันกันเสนอเหตุผล
มาเป็นการแข่งขันกันสร้างความรู้สึก ใครทำให้คนโกรธได้มากกว่า ใครสร้างศัตรูร่วมได้ชัดกว่า ใครทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าตนอยู่ฝ่ายถูกได้มากกว่า คนนั้นอาจได้รับความสนใจมากกว่า แต่ความสนใจไม่ใช่ความรู้ ยอดนิยมไม่ใช่ความจริงและจำนวนผู้ติดตามไม่ใช่เครื่องรับรองว่าความคิดหนึ่งถูกต้องคนรุ่นเดินละเมอในยุคดิจิทัล จึงอาจมีลักษณะประหลาดพวกเขาตื่นตัวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา แต่กลับมีโอกาสน้อยลงที่จะหยุดตั้งคำถามกับความเชื่อของตนเอง
.....
6. ความฝันเรื่องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้วประเทศจะเปลี่ยน
แต่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำให้ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นทันที ไม่สามารถทำให้แรงงานทุกคนมีทักษะสูงขึ้นในชั่วข้ามคืน ไม่สามารถยกเลิกข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาลและไม่สามารถสั่งให้เศรษฐกิจโลกหยุดแข่งขันกับประเทศไทยได้หากคนรุ่นใหม่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่สนใจข้อจำกัดเหล่านี้ความผิดหวังรอบใหม่ย่อมรออยู่ข้างหน้า เพราะแม้พรรคการเมืองที่พวกตนสนับสนุนจะได้บริหารประเทศและต่อให้แก้รัฐธรรมนูญได้จริงปัญหาจำนวนมากก็ยังคงอยู่ เมื่อถึงวันนั้นคนที่เคยเชื่อว่าตนค้นพบคำตอบทั้งหมดแล้วอาจต้องเผชิญคำถามที่ยากที่สุดถ้าเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้ว และเปลี่ยนผู้ปกครองแล้วแต่เหตุไฉนโลกก็ยังไม่เปลี่ยนตามที่เราฝันใฝ่แล้วเราจะโทษใครต่อไปดี?
.....
7. คนรุ่นเก่าก็มีความฝันที่ไม่ยอมตื่น
หากผมหยุดการวิจารณ์ไว้เพียงคนรุ่นใหม่ผมก็อาจกำลังเดินละเมอเสียเองเพราะคนรุ่นเก่าของไทยมีความฝันที่ไม่ยอมตื่นเช่นกัน บางคนยังเชื่อว่าประเทศไทยสามารถเติบโตด้วยสูตรเศรษฐกิจแบบเดิมใช้แรงงานราคาถูก พึ่งพาการท่องเที่ยวส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงและหวังว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ บางคนเชื่อว่าประสบการณ์ในอดีตทำให้ตนเข้าใจโลกปัจจุบันดีกว่าคนรุ่นใหม่เสมอ บางคนเชื่อว่าความอาวุโสเป็นเครื่องรับรองความถูกต้อง และบางคนยังคิดว่าการรักษาระเบียบเดิมไว้เท่ากับการรักษาความมั่นคงของประเทศทั้งที่ระเบียบซึ่งไม่สามารถปรับตัวอาจกลายเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงเสียเอง คนรุ่นใหม่อาจหลงใหลอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่คนรุ่นเก่าก็อาจหลงใหลอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนทั้งสองฝ่ายจึงมีโอกาส "เดินละเมอ" เหมือนกัน ต่างกันเพียงทิศทางของความฝันเท่านั้น ฝ่ายหนึ่งเดินไปหาอนาคตในจินตนาการ อีกฝ่ายหนึ่งเดินกลับไปหาอดีตในความทรงจำ แต่ไม่มีฝ่ายใดรับประกันได้ว่า กำลังมองเห็นปัจจุบันอย่างชัดเจน
.....
8. ประเทศไทยไม่ได้ขาดความฝัน แต่ขาดการเชื่อมความฝันกับความสามารถประเทศไทยมีคนที่ต้องการเห็นประเทศดีขึ้นจำนวนมาก มีคนเรียกร้องประชาธิปไตย มีคนเรียกร้องความเป็นธรรม มีคนต้องการรัฐสวัสดิการ มีคนต้องการเศรษฐกิจที่เติบโต และมีคนต้องการให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นได้ความปรารถนาเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกันทั้งหมด แต่ปัญหาคือ เรามักถกเถียงกันว่า ใครมีความฝันที่ถูกต้องกว่า มากกว่าจะถกเถียงกันว่า จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้อย่างไรเราอยากให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น แต่ยังลงทุนพัฒนาผลิตภาพไม่เพียงพอ เราอยากให้คนหนุ่มสาวมีงานดี แต่ระบบการศึกษายังปรับตัวตามเทคโนโลยีไม่ทัน เราอยากมีรัฐสวัสดิการที่มั่นคง แต่ยังไม่กล้าเผชิญคำถามเรื่องภาษี ภาระทางการคลัง และความยั่งยืนของระบบบำนาญ เราอยากให้ประเทศมีนวัตกรรม แต่ยังมีอุปสรรคต่อการแข่งขัน การทดลอง และการเติบโตของผู้ประกอบการใหม่ ความฝันจึงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการขาดสะพาน
ระหว่างความฝันกับความสามารถในการลงมือทำ สะพานนั้นมีชื่อว่า ความรู้ ผลิตภาพ วินัยทางการคลัง ความรับผิดชอบ และความสามารถในการยอมรับข้อเท็จจริง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะขัดกับความเชื่อของตนเอง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
9. การตื่นจากฝันเริ่มต้นที่การยอมรับว่าเราอาจคิดผิด
การตื่นจาก "การเดินละเมอทางความคิด" ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนอุดมการณ์ ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนพรรคการเมืองที่สนับสนุน และไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนศัตรูทางการเมือง แต่มันเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ถ้าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ผิดล่ะ? ถ้าคนที่เราไม่ชอบ พูดความจริงบางอย่างล่ะ? ถ้าคนที่เราชื่นชม กำลังเสนอสิ่งที่ทำไม่ได้จริงล่ะ? ถ้านโยบายที่ฟังดูเป็นธรรม กลับสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมให้คนรุ่นถัดไปล่ะ? และถ้าความผิดหวังของเรา ไม่ได้เกิดจากความผิดของคนอื่นทั้งหมดล่ะ? คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ "อิสรภาพทางความคิด" เพราะคนที่ไม่สามารถตั้งคำถามกับความเชื่อของตนเองได้ย่อมมีโอกาสตกเป็นเชลยของความเชื่อนั้นตลอดไป แม้เขาจะเรียกตนเองว่า ผู้รักเสรีภาพก็ตาม
.....
10. บทส่งท้าย : คนที่ตื่นแล้ว ยังขบถได้
ผมไม่ได้ต้องการบอกให้คนหนุ่มสาวเลิกขบถสังคมที่ไม่มีคนตั้งคำถามอาจเป็นสังคมที่หยุดพัฒนาไปแล้ว แต่ผมอยากชวนให้คิดลึกไปอีกว่า การขบถมีอย่างน้อยสองแบบ แบบแรก ขบถเพราะโลกไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ จึงต้องการเปลี่ยนโลกโดยไม่ยอมเปลี่ยนความคิดของตนเอง แบบที่สองขบถเพราะมองเห็นข้อจำกัดของโลกอย่างชัดเจนจึงพยายามสร้างความเป็นไปได้ใหม่ โดยพร้อมจะเปลี่ยนทั้งโลกและความคิดของตนเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความกล้าหาญเพราะคนทั้งสองแบบอาจกล้าหาญเท่ากัน แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับความจริง
.....
ภาพคนหนุ่มสาวเดินขบวนบนถนนฝรั่งเศสอาจเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาเราแต่คำว่า Sleepwalking Generation ทำให้ผมคิดถึงประเทศไทยมากกว่า เพราะเราอาจกำลังมีคนจำนวนมาก ที่เดินอย่างมั่นใจ
พูดอย่างมั่นใจ ต่อสู้อย่างมั่นใจและเชื่อว่าตนกำลังเปลี่ยนประวัติศาสตร์ โดยไม่เคยหยุดถามว่าตนกำลังเดินอยู่ในโลกแห่งความจริงหรือกำลังเดินอยู่ในความฝันละเมอเพ้อพกที่มีผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในฝูงเดียวกันร่วมกันสร้างขึ้น
.....
คนที่หลับฝันไม่จำเป็นต้องเป็นคนโง่ คนที่เดินละเมอไม่จำเป็นต้องเป็นคนเลว และคนที่ตื่นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ทุกสิ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่ คนที่ตื่นแล้วรู้ว่าตนเองยังอาจหลงผิดได้จึงไม่หยุดตรวจสอบความคิดของตนเอง
การขบถที่แท้จริง อาจไม่ใช่การลุกขึ้นต่อต้านโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่คือความกล้าหาญที่จะขบถต่อความเชื่อของตนเอง ก่อนจะออกเดินไปเปลี่ยนโลก
~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย"











ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

