คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เวที UNCLOS ครั้งที่ 2 ไทยยัน กำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่เกี่ยวน้ำมัน
การประชุมคณะกรรมาธิการประนอม ระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 ต.ค. 2569 ที่ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) พระราชวังสันติภาพ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เสร็จสิ้นลงแล้ว
แต่เพิ่งเริ่มต้นในการต่อสู้ เจรจาต่อรองกันต่อไปอีกหลายยก
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เน้นหารือในประเด็นด้านกฎหมายและด้านเทคนิค โดยคณะกรรมาธิการประนอมฯ ขอให้ทั้งสองฝ่ายนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการอ้างสิทธิในการกำหนดเส้นไหล่ทวีปและทะเลอาณาเขต รวมถึงหลักการที่แต่ละฝ่ายนำมาใช้ประกอบการอ้างสิทธิ
สำหรับฝ่ายไทย ได้ยืนยันจุดยืนว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้ UNCLOS โดยประเด็นสำคัญประการแรก คือ กระบวนการประนอมดังกล่าวควรพิจารณาเฉพาะเรื่อง การกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล เท่านั้น
หนึ่งในประเด็นที่มีการหารือ คือ การหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือโจมตีกันในเวทีต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการประนอม รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมาได้พยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
“..ตัวอย่างการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น ในการประชุมเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ไทยได้ส่งผู้แทนระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม เช่นเดียวกับกรณีที่กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ โดยไทยเตรียมส่งผู้แทนระดับผู้อำนวยการเข้าร่วม แม้จะไม่ได้มีข้อตกลงในประเด็นนี้โดยตรงก็ตาม” - นายสีหศักดิ์ กล่าว
2. สรุป ประเด็นสำคัญการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมฯ
2.1 บรรลุข้อตกลงสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการวางแนวทางสร้างความเชื่อมั่น เพื่อเอื้อให้การเจรจาในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นมิตรตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
คณะกรรมาธิการฯ ยอมรับสิทธิของทั้งสองประเทศในการออกแถลงการณ์เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนเอง หรือเพื่อใช้แก้ไขชี้แจงข้อมูลที่อาจมีความคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
2.2 จุดยืนและแนวทางการเจรจาของฝั่งไทย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ตัวแทนฝ่ายไทย ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการกำหนดและปักปันเส้นเขตแดนทางทะเลเป็นหลัก ส่วนเรื่องผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดคุยในกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการประนอมชุดนี้
ในรอบนี้ เป็นการประชุมแบบปิดแยกฝ่าย โดยทีมเทคนิคของไทย(กระทรวงการต่างประเทศ, กองทัพเรือ, และกระทรวงพลังงาน) ได้นำเสนอหลักฐาน แง่กฎหมาย และที่มาของเส้นแบ่งเขตแดนตามหลักการที่ถูกต้องของไทยให้คณะกรรมาธิการฯ ศึกษา
ไทยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการใช้เวทีระหว่างประเทศในการโจมตีกันเอง และควรสร้างบรรยากาศที่ดีและจริงใจในการเจรจา
2.3 สถานะและกลไกของที่ประชุม (ไม่ใช่ศาลโลก)
กระบวนการนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ (ตั้งอยู่ในพระราชวังสันติภาพที่เดียวกับศาลโลก แต่เป็นคนละส่วนกัน)
คณะกรรมาธิการประนอม 5 คน (ผู้เชี่ยวชาญอิสระ) จะนำข้อมูลหลักฐานของทั้งไทยและกัมพูชาไปศึกษา เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะแนวทางไกล่เกลี่ยที่เที่ยงธรรม โดยคำแนะนำดังกล่าวจะไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบให้สองประเทศหาทางออกร่วมกัน
3. คณะกรรมาธิการฯ ได้กำหนดการประชุมครั้งที่ 3 ร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2026 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาในรายละเอียดต่อไป
4. เก็งข้อสอบ UNCLOS
พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทย
ล่าสุด ได้วิเคราะห์ คาดการณ์ มองไปข้างหน้า ว่าด้วยเรื่อง “เก็งข้อสอบ UNCLOS” ระบุว่า

“เก็งข้อสอบ UNCLOS ตอนที่1 จุดลอยในทะเล
ขอเก็งข้อสอบแหม่มแคทรีนา คูเปอร์ ประธานคณะกรรมาธิการประนอมที่จะต้องจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเพื่อระงับข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับเขมรตามกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ให้เสร็จในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งความเป็นไปได้มากที่สุดคือกำหนดจุดลอยในทะเลเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลทั้งหมด
ข้อสอบน่าจะเป็นประมาณนี้(ดูภาพประกอบ) :
(1) ให้กำหนดจุดลอยในทะเลเพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับเขมร และเพื่อไม่ให้ละเมิดอธิปไตยเกาะกูด รวมทั้งเลี่ยงปัญหาความไม่ชัดเจนในตำบลที่ของหลักเขต 73 ว่าควรอยู่ที่แหลมสารพัดพิษเช่นปัจจุบันหรือจำเป็นต้องย้ายกลับไปที่อ่าวโอบยามอดีตปัจจันตคีรีเขตร์ของสยาม
(2) หลักการ คือ ทั้งเกาะกูดและเกาะกงมีสถานะเป็นเกาะตาม UNCLOS ข้อ 121 วรรค 1 ดังนั้นชายฝั่งของทั้งสองเกาะ จึงถือเป็นเส้นฐาน (Base line) ที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขตแต่ละประเทศโดยรอบเกาะนั้นๆ ด้วยตาม UNCLOS ข้อ 121 วรรค 2 และข้อ 3
(3) เกาะกูดชัดเจนว่าเป็นของไทยตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 ดังนั้น น่านน้ำโดยรอบเกาะกูดจึงเป็นของไทย ส่วนเกาะกงหรืออดีตปัจจันตคีรีเขตร์ของสยามนั้น แม้ในอนาคตยังไม่แน่ว่าจะเป็นของใคร แต่ ณ ขณะนี้ควรถือว่าเป็นของเขมรอยู่ทำให้น่านน้ำโดยรอบเกาะกงจึงยังเป็นของเขมร ณ ขณะนี้...555
(4) ชายฝั่งด้านใต้เกาะกูดอยู่ตรงข้าม (Opposite coasts) กับชายฝั่งด้านเหนือเกาะกง ห่างกัน 24.20 ไมล์ทะเล ซึ่งตาม UNCLOS ข้อ 15 กำหนดให้ใช้เส้นมัธยะ (Median line) ในการแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างกัน โดยทุกจุดบนเส้นมัธยะนี้จะห่างจากชายฝั่งของเกาะทั้งสองแห่งเป็นระยะทางเท่ากัน
(5) ดังนั้น จุดลอยในทะเลเพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยกับเขมร จึงเป็นจุดที่อยู่กึ่งกลางบนเส้นมัธยะที่ลากระหว่างชายฝั่งปลายด้านใต้เกาะกูดกับชายฝั่งปลายด้านเหนือเกาะกง
(6) ใช้จุดลอยในทะเลนี้เป็นจุดเริ่มต้นเส้นเขตแดนทางทะเลทั้งทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปลากออกไปกลางอ่าวไทยตลอดแนว OCA ในลักษณะเป็นเส้นเดียวครอบคลุมทั้งหมด
(a single, all–purpose maritime boundary) ตามที่เขมรเรียกร้อง.......

เก็งข้อสอบ UNCLOS ตอนที่ 2 แผ่นดินสร้างสิทธิเหนือทะเล
...โจทย์ต่อไปขอเก็งว่า คือ ให้ลากเส้นเขตแดนทางทะเลต่อจากจุดลอยนี้ออกไปกลางอ่าวไทยเพื่อใช้เป็นทั้งเส้นแบ่งทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปต่อเนื่องกันไปในลักษณะเป็นเส้นเดียวครอบคลุมพื้นที่ OCA ทั้งหมด (a single, all–purpose maritime boundary)
โดยข้อสอบของแหม่มแคทรีนา ที่ถือเป็นข้อเสนอแนะให้ไทยและเขมรไปเจรจากันต่อ น่าจะเป็นดังนี้ (ดูภาพประกอบ) :
(1) ให้ยึดหลักการแผ่นดินสร้างสิทธิเหนือทะเล หรือ Land dominates the Sea คือ รัฐที่มีชายฝั่งทะเลและเกาะเป็นเส้นฐาน (Baselines) จึงจะมีเขตทางทะเลต่างๆ ตาม UNCLOS ข้อ3, 33, 57, 76 และ 121 ได้แก่ ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง EEZ และไหล่ทวีป
(2) ในส่วนของเกาะนั้น UNCLOS ข้อ 121 วรรค 3 กำหนดเพิ่มเติมว่าโขดหินซึ่งโดยสภาพแล้วมนุษย์ไม่สามารถอยู่อาศัยหรือยังชีพทางเศรษฐกิจได้ จะไม่มี EEZ หรือไหล่ทวีป คือ มีได้เพียงทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องเท่านั้น
(3) ในการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับเขมรนั้น ควรยึดหลักการให้ผลเต็ม (Full effect) เทียบเท่าชายฝั่งบนแผ่นดินต่อเกาะขนาดใหญ่ของทุกฝ่ายที่อยู่ใกล้ฝั่งเท่านั้นเพราะมีศักย์เสมือนแผ่นดิน แต่ไม่ให้ผล (No effect) ต่อหินและเกาะของทุกฝ่ายซึ่งที่มีลักษณะและตำบลที่ทางภูมิศาสตร์แยกเป็นเอกเทศมีขนาดเล็กและอยู่ห่างจากพื้นแผ่นดินเช่น หินกัสโรเวีย หินคอนดอร์ เกาะเวียร์ เกาะวัย เป็นต้น เพราะหินและเกาะเหล่านี้มีได้แต่เพียงทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องโดยรอบเท่านั้น
(4) ดังนั้น เกาะของไทยที่สามารถใช้เป็นจุดฐานสร้างเส้นมัธยะมี 3 เกาะได้แก่ เกาะกูด เกาะพงัน และเกาะสมุย ส่วนเกาะของเขมรที่สามารถใช้เป็นจุดฐานสร้างเส้นมัธยะมี 3 เกาะเช่นกันได้แก่ เกาะกง เกาะรงและเกาะรงสามแหลม
(5) ให้ลากเส้นเขตแดนใหม่ที่เป็นเส้นมัธยะจากจุดลอยในทะเลระหว่างเกาะกูดกับเกาะกงออกไปกลางอ่าวไทย โดยที่ทุกจุดบนเส้นมัธยะนี้จะห่างจากจุดฐานคือชายฝั่งและเกาะของไทยและเขมรเป็นระยะทางเท่ากันปรากฏเป็นเส้นสีแดงตามภาพ
ข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการประนอมที่จะต้องจัดทำให้แล้วเสร็จในปลายปี 2570 นี้
ถามว่า ฝั่งไทยจะยอมรับข้อเสนอแนะนี้ได้หรือไม่ เพื่อไปเจรจาต่อกับเขมร
เรื่องสำคัญเช่นนี้ รธน.มาตรา 178 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งคงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ เพราะเกี่ยวข้องกับเขตแดนอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติมหาศาล โดยตัวแทนไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาในประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS ครั้งนี้จะต้องให้ข้อมูลแก่สมาชิกรัฐสภาอย่างครบถ้วนชัดเจนก่อนลงมติ รวมทั้งควรเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าให้ประชาชนชาวไทยได้รับทราบเป็นระยะๆ โดยทั่วกันด้วย ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่รัฐสภาจะต้องนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่ก็คือ
(1) เส้นเขตแดนใหม่(เส้นสีแดง) เมื่อนำมาเทียบกับเส้นเขตแดนเดิม (เส้นสีฟ้า) ตามประกาศพระบรมราชโองการปี 2516 แล้ว จะเห็นว่ามีลักษณะรูปร่างใกล้เคียงกันมาก ข้อดีคือเป็นการยกเลิกเส้นไหล่ทวีปของเขมรที่ประกาศเมื่อปี 2515 ที่ลากผ่านเกาะกูดและทำให้เกิดพื้นที่ OCA กว่า 26,400 ตร.กม.ที่กว้างใหญ่เกินจริงรวมถึงปัญหาการเคลมเกาะกูดไปโดยปริยาย
(2) อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบเส้นเขตแดนใหม่และเก่านี้แล้ว จะเห็นว่ามีพื้นที่ทั้งส่วนที่ลดลง 1,928 ตร.กม.และส่วนที่เพิ่มขึ้น 506 ตร.กม. โดยพื้นที่ที่ลดลงนั้นเป็นเพราะเส้นเขตแดนปี 2516 ใช้เส้นมัธยะแบ่งครึ่งมุม (bi-sector) ระหว่างเกาะกูด-หลักเขต 73-เกาะกง ในลักษณะเป็นเส้นตรงจากหลักเขต73 ไปกลางอ่าวไทย แต่เส้นเขตแดนใหม่จะเป็นเส้นมัธยะจากจุดฐานต่างๆทั้งชายฝั่งและเกาะทำให้มีลักษณะคดเคี้ยวและเบนออกจากเส้นตรง จึงเกิดพื้นที่ส่วนต่างที่ลดลงมากกว่าส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมองเป็นข้อเสีย แต่หากพิจารณาข้อดีตามข้อ (1) ที่สามารถยกเลิกพื้นที่ OCA กว่า 26,400 ตร.กม. ได้เกือบทั้งหมดรวมถึงปัญหาการเคลมเกาะกูดด้วยแล้ว น่าจะพอมองออกว่ารัฐสภาไทยจะเห็นชอบกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการประนอมนี้หรือไม่
...ในส่วนข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการประนอม หากเป็นไปตามที่เก็งข้อสอบไว้นี้ ก็แสดงว่ากรรมาธิการทุกท่านเข้าใจรากเง้าของปัญหาข้อพิพาทเขตทางทะเลระหว่างไทยกับเขมรอย่างแท้จริง จึงจำกัดเฉพาะเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาปิโตรเลียมเลยตามที่เขมรเสนอเป็นทางเลือกด้วยคาดหวังให้เหมือนกับกรณีติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วทุกคนทราบดีว่าแตกต่างจากกรณีไทยกับเขมรอย่างสิ้นเชิง จึงชอบแล้วที่จะได้ข้อเสนอแนะเช่นนี้ เพราะจะนำไปสู่ทั้งการบรรลุผลอันเที่ยงธรรม (equitable solution) และการระงับข้อพิพาทฉันมิตร (amicable settlement) อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของการประนอมตาม UNCLOS …..
ก็ในเมื่อเขมรดิ้นรนให้เกิดกระบวนการนี้เองมิใช่หรือ ดังนั้น จึงควรยอมรับข้อเสนอแนะของแหม่มแคทรีนาเสียแต่โดยดี…..หลังจากนี้ ก็ตัวใครตัวมัน พื้นที่ใครพื้นที่มัน ขุดหาน้ำมันกันเอาเอง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน ต่างคนต่างอยู่....เข้าใจตรงกันนะ !!” - พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

