คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ม็อบฝรั่งเศสเผาเมือง กับม็อบเผาเมืองในไทย
สถานการณ์ประท้วงในประเทศฝรั่งเศสล่าสุด ขยายไปเป็นการจลาจล เผาทำลายทรัพย์สิน ปล้นสะดมร้านขายของแบรนด์เนมหรูหรา ทั้งในปารีส และอีกหลายเมืองในฝรั่งเศส รวมทั้งในอิตาลี แอลเบเนีย ฯลฯ
มีร้านค้าและธุรกิจได้รับความเสียหายหรือถูกปล้นสะดมไปมากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ
มีผู้ถูกจับกุมตัวไปแล้วมากกว่า 2,500 คน
รัฐบาลฝรั่งเศสพยายามควบคุมสถานการณ์ มีการประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหสถานในย่านสำคัญ นายกเทศมนตรีประจำปารีสเขตกลาง ถึงขั้นทำเรื่องร้องขอให้รัฐบาลพิจารณาส่งกองทัพ (ทหาร) เข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
1. ม็อบในเมืองไทย ที่มีการใช้ระเบิดเพลิง ไปป์บอมบ์ พลุไฟ เผาทำลายทรัพย์สินราชการ พ่นสีทำลายโบราณสถาน ล่าสุด ก็คือ “ม็อบสามนิ้ว” หรือม็อบส้ม แกนนำยังหนีคดีไปต่างประเทศหลายคนในวันนี้
แต่ม็อบในเมืองไทย กลุ่มที่เคยมีการ “เผาบ้านเผาเมือง” ก็คือ “ม็อบเสื้อแดง” ในปี 2553 ที่มีการเผาศาลากลางจังหวัด 4 แห่ง มีร้านค้าอาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้าถูกเผา มีสินค้าถูกลักขโมยไป สอดคล้องกับคำปราศรัยปลุกระดมของแกนนำเสื้อแดงบางคน
2. ม็อบเสื้อแดง ปี 2553 มีคดีเกี่ยวเนื่องกับการเบ้านเผาเมือง เช่น
คดีความแพ่งที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย บางคดี ศาลฎีกาสั่งให้ “แกนนำ นปช.” ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย (ฐานยุยงส่งเสริม)
ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดสั่งให้แกนนำ นปช. ต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของอาคารเอกชนที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากศาลมองว่าพฤติการณ์และคำปราศรัยมีลักษณะเข้าข่ายการยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมก่อเหตุ
2.1 คดีเผาอาคารพาณิชย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ใกล้ห้างเซ็นเตอร์วัน)
คำพิพากษาศาลฎีกา สั่งให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายจำนวน 21,356,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 100,000 บาท (รวมแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท)
2.2 คดีเผาอาคารย่านราชปรารภ/ราชดำริ
คำพิพากษาศาลฎีกา สั่งให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของอาคารเป็นเงิน 19.3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
2.3 ศาลฎีกาสั่งให้ “บริษัทประกันภัย” ชดใช้แก่เอกชนที่ทำประกันภัยไว้ (ศาลชี้ว่าไม่ใช่การก่อการร้าย)
ห้างสรรพสินค้าและอาคารขนาดใหญ่ ฝั่งเจ้าของอาคารได้ยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยที่ปฏิเสธจ่ายสินไหมทดแทน (เนื่องจากบริษัทประกันอ้างว่าเป็นเหตุวินาศกรรม/ก่อการร้ายซึ่งอยู่นอกเหนือกรมธรรม์) ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้บริษัทประกันต้องชดใช้ค่าเสียหาย
กรณีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ - ศาลฎีกาพิพากษาให้กลุ่มบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องร้อง ตามสัดส่วนกรมธรรม์ (แต่ในคดีอาญา ข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ศาลอาญาได้ยกฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มแนวร่วม นปช. เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ)
คดีเผาอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - ศาลฎีกาพิพากษาให้ 6 บริษัทประกันภัยร่วมกันชดใช้ความเสียหายรวม เกือบ 100 ล้านบาท
คดีแพ่งที่ศาลฎีกาตัดสินทั้งหมด ถือเป็นที่สุดแล้ว ปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดีและสืบทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามกฎหมาย
3. คดีเสื้อแดงเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น มุกดาหาร ปี 2553
ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ลงโทษจำคุกแนวร่วมกลุ่ม นปช. หลายราย ปัจจุบัน จำเลยส่วนใหญ่ได้รับโทษตามคำพิพากษาและบางส่วนได้รับการปล่อยตัวแล้ว
นอกเหนือจากโทษทางอาญา (ติดคุก) หน่วยงานราชการได้มีการฟ้องแพ่งควบคู่กันไปด้วย
ยกตัวอย่าง
คดีแพ่งเรียกค่าเสียหายศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ตัวอาคารศาลากลางหลังเก่า (ซึ่งเป็นโบราณสถานและทรัพย์สินทางราชการ) ถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหลัง รัฐเรียกสิทธิ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าความเสียหายจริงของตัวอาคาร ครุภัณฑ์ ระบบสาธารณูปโภค และค่ารื้อถอนก่อสร้างใหม่ คิดเป็นตัวเงินรวมมากกว่า 120 ล้านบาท
ศาลสั่งให้กลุ่มจำเลยที่มีความผิดอาญาต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (คำนวณตั้งแต่วันเกิดเหตุปี 2553) ปัจจุบัน คดีแพ่งถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานราชการได้ส่งเรื่องให้กรมบังคับคดีดำเนินกระบวนการสืบทรัพย์สินของจำเลยที่มีชื่อต้องชดใช้ เพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่รัฐ
แกนนำระดับท้องถิ่นและแนวร่วมที่ถูกศาลตัดสินให้แพ้คดีแพ่ง ต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวหลักร้อยล้านบาท ส่งผลให้ทรัพย์สินส่วนตัว บ้าน หรือที่ดิน ถูกสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีตามกฎหมาย แม้ว่าทางกายภาพหลายคนจะพ้นโทษจำคุกในทางอาญาออกมาแล้วก็ตาม เป็นต้น
นี่คือผลพวงจากการเผาเมืองในบ้านเรา ช่วงปี 2553 ผลจากการยุยงปลุกปั่นของนักการเมืองหนีคดีทุจริตประพฤติมิชอบ
4. ม็อบเผาเมืองในฝรั่งเศส ณ พ.ศ.นี้ เริ่มจากปัญหาการศึกษา ขาดแคลนครู สภาพโรงเรียนรัฐบาลที่ทรุดโทรม งบประมาณการศึกษาที่ลดลง และปัญหาปากท้องค่าครองชีพ
มีเหตุการณ์จลาจล เผาทำลายทรัพย์สิน ปล้นสะดมร้านค้า
โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้เป็น “ผู้อพยพ” หรือผู้มีเชื้อสายต่างชาติเท่านั้น
แต่พื้นฐานของปัญหา คือ “คนรุ่นที่สอง/สาม” ในย่านชานเมือง เยาวชนที่เกิดในฝรั่งเศส แต่เป็นลูกหลานของผู้อพยพจากอดีตอาณานิคมในแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้ คนกลุ่มนี้เผชิญกับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง เช่น การว่างงานสูงเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยประเทศ และถูกผลักให้อาศัยอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยราคาถูก ซึ่งแออัดและขาดโอกาส
มีความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากตำรวจ (เช่น การตรวจค้นตามสีผิว) และความรู้สึกว่าระบบไม่ให้โอกาส สร้างความโกรธแค้นสะสม ทั้งปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษา การจ้างงาน และความสัมพันธ์กับตำรวจ ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้เปราะบางและระเบิดความโกรธออกมาได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงเมื่อไม่มีเงิน แต่สบโอกาสอยากได้ของหรูไปขาย ก็ฉวยโอกาสปล้นสะดม
ดร.ศาสดา วิริยานุพงศ์ ให้มุมมองที่น่าคิด ว่าด้วยเรื่อง “ฝรั่งเศสจากต้นแบบ “รัฐชาติ” กลายเป็น “รัฐ” ที่ไม่มีความเป็น “ชาติ” ระบุว่า
“ผู้เขียนเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตในฝรั่งเศสหลายปี และเมื่อจบการศึกษาแล้วกลับมาอยู่เมืองไทย ก็ยังได้เดินทางหรือกลับไปฝรั่งเศสโดยตลอด ครั้งล่าสุดที่กลับไปฝรั่งเศสก็เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง ภาพความทรงจำในวันนั้นกับภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ของฝรั่งเศสทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจมาก และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย
เหตุการณ์ความรุนแรงในฝรั่งเศสนั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาระบบการศึกษา ความยากลำบากในดำรงชีวิตของชาวฝรั่งเศส แต่ส่วนหนึ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าฝรั่งเศสขาดความเป็นรัฐชาติ โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนั้นจากชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้อพยพรุ่นที่สาม หรือรุ่นที่สี่
ทั้งนี้ การอพยพครั้งใหญ่เข้ามาในฝรั่งเศส เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผลจากสงครามทำให้บ้านเมืองได้รับความเสียหายมาก อาทิ เมืองเลออาร์ฟ (Le Havre) ที่แทบต้องสร้างเมืองใหม่ทั้งเมือง ในขณะที่ชายชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตไปในสงครามโลกเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการบูรณะประเทศ การรับผู้อพยพหรือแรงงานจากประเทศอาณานิคมจึงเกิดขึ้น รวมถึงหลังจากนั้นประเทศอาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเป็นรัฐอิสระโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอัฟริกาเหนือริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ผู้ที่อาศัยในประเทศอาณานิคมดังกล่าวอพยพเข้ามาอยู่ในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก เพื่อหนีความลำบาก ยากแค้นในประเทศของตน โดยมาหาชีวิตที่ดีกว่าในฝรั่งเศส
นอกจากผู้อพยพจากประเทศอาณานิคมต่างๆ ของฝรั่งเศสแล้ว ปัญหาการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกสในยุคของซาลาซาร์ ที่ทำให้ชาวโปรตุเกสส่วนหนึ่งต้องหนีออกนอกประเทศทางมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมาขึ้นฝั่งที่ฝรั่งเศส หรือสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในยุคนายพลฟรังโก รวมถึงชาวอิตาลีจากทางใต้ ที่มาหาโอกาสที่ดีกว่าในฝรั่งเศส
ดังนั้น แล้วผู้อพยพในรุ่นแรก รุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามที่ติดตามครอบครัวมาในตอนที่ตนยังเป็นเด็กจึงรับรู้ว่า การได้มาใช้ชีวิตในฝรั่งเศสที่ถึงแม้จะไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์เทียบเท่าชาวฝรั่งเศสดั้งเดิม แต่ถือได้ว่าชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสนั้นดีกว่าเดิมอย่างมาก
ครั้นถึงในรุ่นที่สี่และห้า ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นชาวฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุที่เกิดและโตในฝรั่งเศส แต่กลับกลายเป็นว่า หลายคนกลับไม่ได้รักประเทศที่ตนเกิดและเติบโตมา ต่างจากรุ่นบรรพบุรุษที่ได้รับโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าจากฝรั่งเศส ด้วยเหตุที่ว่า เขาเหล่านั้นไม่ได้เกิดและโตอย่างยากลำบากเหมือนบรรพบุรุษ จึงนึกคิดว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการปฏิบัติเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง
แน่นอนว่า การเป็นลูกหลานผู้อพยพ การมีสีผิวที่แตกต่าง การนับถือศาสนาที่แตกต่างจากคนฝรั่งเศสดั้งเดิม อาจเป็นอุปสรรคหรือสร้างความลำบากในการดำรงชีวิตอยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความยากลำบากของพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของเขาก่อนที่จะอพยพหรือย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส
ลูกหลานผู้อพยพหลายคนได้ใช้โอกาสที่มีอยู่พัฒนาตนเองจนมีชีวิตที่ดี เป็นรัฐมนตรี นักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ แต่อีกหลายคนกลับใช้ชีวิตจมอยู่กับจุดด้อย เรียกร้องความสนใจ และสร้างปัญหาสังคมตลอดมา
ยิ่งในช่วงหลังๆ จุดเปราะบางดังกล่าว ได้กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่อาศัยประโยชน์ในการได้มาซึ่งคะแนนเสียง รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว ก็คือ เขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ในรัฐเดียวกัน อันได้แก่ รัฐฝรั่งเศส หรือประเทศฝรั่งเศส แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดในความเป็นคนชาติฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา แต่ขยับตัวช้าด้วยเหตุที่มองว่าการยอมรับความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ แต่ได้ละเลยความเป็นชาติไป ทั้งที่จริงแล้วทั้งความหลากหลายและความเป็นชาติสามารถจะผสมผสานไปด้วยกันได้ และเหนือสิ่งใดชาติต้องมาก่อน
เหตุการณ์ในฝรั่งเศส ณ เวลานี้ น่าจะเป็นบทเรียนและประสบการณ์ให้กับประเทศของเราว่า ความเป็นรัฐชาติ (Nation state) นั้นสำคัญแค่ไหน การมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจโดยเฉพาะในยามบ้านเมืองมีวิกฤต ซึ่งจะแตกต่างจากนักการเมืองที่อาจเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์นั้นเอง
การมีภาษาของตนเอง การมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติ แม้จะแตกต่างกันบ้างในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะอีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ หรือภาคกลาง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกร่วมกันในความเป็นชาตินั้นเข้มแข็งขึ้น
การถ้อยทีถ้อยอาศัย ประนีประนอม การนึกถึงผู้อื่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า เป็นภาพที่ชาวต่างชาติหรือคนไทยด้วยกันเอง มองเห็นว่า นี้คือลักษณะหนึ่งของคนไทยหรือชาติไทย ซึ่งทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ แม้จะมีคนไทยบางกลุ่มที่มักจะใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตหรือเรียกร้องปลุกเร้าให้ใช้วิถีทางที่สุดโต่งโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประเทศชาติและสังคม แต่ก็ต้องรับว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แน่นอนว่า มนุษย์หรือคนไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพติดตัวมาตั้งแก่เกิดหรือเรียกว่า “สิทธิตามธรรมชาติ” แต่การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ ก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตย (anarchy) มนุษย์ก็จะถอยกลับไปสู่สังคมป่าเถื่อน เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน “การมีเสรีภาพอย่างเต็มที่จึงก่อให้เกิดการไร้เสรีภาพในขณะเดียวกัน” ดังจะได้เห็นจากฝรั่งเศสในตอนนี้” - ดร.ศาสดา วิริยานุพงศ์
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

