คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

น้อมรำลึก‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’
วันเวลานั้นผันผ่านเร็วไว วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ “ครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นึกย้อนกลับไปแล้ว ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ได้นำความเศร้าโศกมาสู่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าด้วยความอาลัยยิ่ง หลังจากสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ประกาศว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 21 นาฬิกา 21 นาที
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2562 เนื่องจากทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่างๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา จึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ เสด็จฯไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ และตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการประชวรทรุดหนักลงตามลำดับ กระทั่งเสด็จสวรรคตในที่สุด สิริพระชนมพรรษา ปีที่ 93
การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถือได้ว่าเป็นการสูญเสีย “แม่ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน” ดังความตอนหนึ่งใน“ปรมราชชนนีวรทานคาถา”ของมหาเถรสมาคม ที่อุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาส“ครบรอบ 1 ปีวันสวรรคต” วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ซึ่งรจนาเป็น“บทฉันท์ภาษาบาลี”โดยสมเด็จพระวชิรรัตนโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคมและแม่กองบาลีสนามหลวง โดยแปลความเป็นร้อยแก้วดังนี้
“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์ไว้นานัปการเหลือจักประมาณได้ ทรงพร่ำสอนด้วยเอาพระราชหฤทัยใส่ในงานศิลปาชีพและศิลปะแห่งการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย อิงอาศัยประโยชน์สุขเป็นสำคัญ ทั้งทรงเกื้อกูลงานศิลป์ทุกแขนงอย่างแยบคายด้วยอุบายวิธีที่ล้ำเลิศ ได้พระราชทานวิถีการดำเนินการสำหรับการอนุรักษ์ป่าและน้ำโดยชื่อว่าโครงการป่ารักษ์น้ำ เป็นต้น ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล พระองค์จึงทรงเป็นที่รักยิ่ง มหาชนต่างยกย่องเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณไว้เหนือเศียรเกล้าเป็นมิ่งขวัญของปวงประชาตลอดกาล”
จาก“ปรมราชชนนีวรทานคาถา”ที่ยกมานี้ พอจะประมวลได้ว่า ตลอดรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เราได้เห็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงงาน และถวายงานแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด และรู้สึกได้ว่าทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยทรงมีพระราชปณิธานอย่างมุ่งมั่นที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎรมีชีวิตที่ดีขึ้น
อาทิ “โครงการป่ารักษ์น้ำ” ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งหวังจะสร้างความชุ่มชื้นให้เกิดขึ้นใน“ผืนแผ่นดินอีสาน” ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่พระราชทานแก่ราษฎรอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525 ว่า“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำฉันจะสร้างป่า”
นอกเหนือจากนั้น ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ซึ่งเป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือ “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” อันเป็นโครงการในพระราชดำริ เพื่อทรงมุ่งหวังสร้างรากฐานและเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงได้ทรงริเริ่มโครงการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมให้แก่ราษฎรมาตั้งแต่ปี 2508
สำคัญที่สุดก็คือ นอกจากจะทรงมุ่งหวังส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ราษฎรได้มีชีวิตที่มั่นคง และมีความอบอุ่นในครอบครัว โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปประกอบอาชีพในพื้นที่อื่นแล้ว ก็ยังทรงมุ่งหวังที่จะต่อยอดไปถึงเรื่องความมั่นคงทางวัฒนธรรมไทยอีกด้วย โดยที่ในปัจจุบันมีศูนย์ศิลปาชีพ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในหลากหลายศิลปหัตถกรรม ทั้งงานผ้าและสิ่งทอ งานหัตถกรรมจากวัสดุธรรมชาติ งานโลหะและเครื่องประดับ งานเครื่องปั้นและศิลปะตกแต่ง ตลอดไปจนถึงงานหัตถศิลป์ชั้นสูง
จึงกล่าวได้ว่า “โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ” เปรียบเสมือนประจักษ์พยานแห่งพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากจุดเริ่มต้นที่ทรงต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาวให้แก่ราษฎร ก็ได้คลี่คลายต่อยอดไปสู่การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาไทย โดยได้ทรงพลิกฟื้นงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้กลับมามีชีวิตชีวา และสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ให้คงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน
และถึงวันนี้ก็ยิ่งประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า“ผ้าไทย”ได้กลายเป็น“ซอฟต์พาวเวอร์”และเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ แม้แต่“คริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ยังได้ประกาศว่าเธอภูมิใจที่ได้เป็น “ทูตแห่งผ้าไหมไทย” หลังสวมชุดผ้าไหมไทยทุกวันตลอดการประชุมประจำปี“IMF-World Bank 2026” ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเธอได้โพสต์ผ่านทางอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า “ดิฉันเดินทางมากรุงเทพฯ ในฐานะผู้นำ IMF และรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เดินทางกลับในฐานะทูตผ้าไหมไทย”
อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต่อยอดและคลี่คลายมาจากเรื่องศิลปหัตถกรรม คือ“โขนพระราชทาน”ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่สามารถกล่าวได้ว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ให้โขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ได้ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตชีวา เพื่อให้คงอยู่กับโลกในยุคปัจจุบันได้อย่างภาคภูมิใจสืบไป
ด้วยคุณค่าของ“โขน”นั้น เกี่ยวโยงกับศิลปวัฒนธรรมไทยที่เป็นศาสตร์และศิลป์หลายแขนงมารวมกัน ทั้งวรรณคดี วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ และจิตรกรรม ซึ่งปรากฏให้เห็นจากบท, ท่ารำ-ท่าเต้น, การต่อสู้ด้วยกระบี่กระบอง, การพากย์, การเจรจา และฉาก ตลอดจนหน้าพาทย์และ“เพลงดนตรี-เพลงร้อง”ที่ประกอบการแสดง
หนึ่งปีผ่านไป แต่ความความอาลัยและเศร้าโศกของปวงชนชาวไทย ยังคงสถิตแน่นอยู่ในดวงใจมิรู้ลืม !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

